http://shopingsabai.lnwshop.com/

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

!คุณรู้หรือไม่ว่าครีมกันแดดที่ดีต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

ครีมกันแดด ควรเลือกซื้อ-เลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับตัวเรา



          ร้อน ร้อน ร้อน อากาศร้อน ๆ แบบนี้ ออกไปไหนก็ต้องเผชิญกับแสงแดดแรงจัดกันได้ทุกวัน เล่นเอาหลายคนผิวไหม้ หรือคล้ำกันไปเลยทีเดียว จนงานนี้หลายคนถึงกับต้องมานั่งกุมขมับ เพราะทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านแล้ว แต่กลับยังคล้ำอยู่อย่างนั้น

          วันนี้
กระปุกดอทคอมก็เลยหยิบเอาวิธีเลือกซื้อครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพการใช้งานมาฝาก แถมท้ายด้วยวิธีใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง เพื่อจะปกป้องผิวของคุณสาว ๆ ได้อย่างไรล่ะคะ พร้อมแล้วไปดูกันเลย วิธีเลือกซื้อครีมกันแดด 



1.ดูค่า SPF 

          ก่อนอื่นเลยคุณสาว ๆ ต้องดูค่า SPF ก่อนเลยค่ะว่า ครีมกันแดดยี่ห้อนั้นสามารถป้องกัน UVB ได้กี่เท่า ซึ่งครีมกันแดดที่ดีควรจะป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB 

          สำหรับ UVA นั้น เป็นรังสีที่ทำให้เซลล์ผิวเสียหายจนเป็นรอยเหี่ยวย่นได้ แต่ยังไม่มีค่ามาตรฐานกำหนด ปัจจุบันจึงนิยมใช้ PA และเครื่องหมาย + เป็นตัวบอก โดยควรเลือกครีมกันแดดที่ระบุว่า PA++ ขึ้นไป

          ส่วน UVB นั้น เป็นครีมกันแดดที่ป้องกันอาการแพ้ แดง แสบ และไหม้ของผิวหนัง โดยปกติคนไทยมีผิวคล้ำ ซึ่งเม็ดสีสามารถป้องกัน UVB ได้บ้างแล้ว ดังนั้นควรเลือกครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 15 ก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะ


 2.ดูส่วนผสมอื่น ๆ เพิ่มเติม

          สาว ๆ หลายคนมักจะเลือกใช้ครีมกันแดด SPF สูง ๆ เช่น SPF 50, SPF60 แต่รู้หรือไม่คะว่า บางครั้งสารกันแดดที่อยู่ในครีมกันแดด ก็อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพดีเท่าที่ควรนะคะ ส่วนผสมในตัวครีมก็สำคัญไม่น้อยเช่นกันค่ะ สาว ๆ ควรเลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ ซิงก์อ๊อกไซด์, ไททาเนียมไดออกไซด์, อโวเบนโซน หรือเม็กโซริล จะดีที่สุด


3.เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน 

          สาว ๆ ออฟฟิศ ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงเกินไปหรอกนะคะ เลือกเพียง SPF 15 ก็เพียงพอแล้ว ส่วนคนที่ชอบเล่นกีฬา หรือต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ ทำให้มีเหงื่อออกได้ง่าย ควรเลือกครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป และกันน้ำได้ (Water Proof หรือ Water Resistance) จะช่วยปกป้องได้ดีกว่า ส่วนสาว ๆ ที่จะลงว่ายน้ำ หรือไปชายทะเล ควรใช้ครีมกันแดดค่า SPF 30 ขึ้นไปเช่นกัน และทาซ้ำทุก 1 ชั่วโมง ที่สำคัญ ควรทาครีมก่อนลงน้ำครึ่งชั่วโมงจึงจะได้ผลค่ะ


4.ราคาหรือยี่ห้อไม่สำคัญ 

          ขอเพียงมีคุณสมบัติครบแล้วก็ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองก็เพียงพอแล้วค่ะ 


5.สีผิวของแต่ละคน

          สาว ๆ ที่มีผิวขาว ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่าปกติเล็กน้อย เพราะผิวขาวจะไวต่อการรับแสงแดดมากกว่าคนผิวคล้ำนั่นเอง โดยควรเลือกดังนี้

          ผิวขาวแบบชาวยุโรป เป็นผิวบางมาก เกิดผิวไหม้ง่ายมากหลังสัมผัสกับแสงแดด ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ (SPF 45-60)

          ผิวขาวอมชมพูแบบคนเอเชีย เป็นผิวที่บอบบางมาก เกิดผิวไหม้ได้ไว ทำให้ผิวเป็นสีแทนได้ ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ค่อนข้างสูง (SPF 30-45)

          ผิวขาวเหลืองในคนเอเชีย ผิวชนิดนี้บอบบางแต่ยังมีเมลานินอยู่บ้าง จึงสามารถทนต่อแสงแดดได้ดีกว่าผิว 2 ชนิดแรก ควรเลือกครีมกันแดดชนิดที่มีค่า SPF ปานกลาง (SPF30)

          ผิวคล้ำ เป็นมีเมลานินสูง ไม่เกิดการไหม้ ไม่เกิดสีแทน จึงควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ต่ำ (SPF 15) ก็เพียงพอแล้ว


วิธีทดสอบการแพ้ครีมกันแดด

          หากต้องการทดสอบว่า เราแพ้ครีมกันแดดยี่ห้อไหน ให้ลองทาครีมกันแดดบริเวณใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วสังเกตว่ามีอาการบวม แดงหรือไม่ ถ้าปรากฏอาการดังกล่าวแสดงว่าแพ้สารเคมีชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามคนบางประเภท (delay sensitivity) อาจจะใช้เวลานานกว่าจะปรากฏอาการแพ้ จึงควรรอดูอาการถึง 24 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมง จึงจะสรุปได้ว่าไม่มีอาการแพ้จริง ๆ 

















วิธีใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง

          เมื่อคุณสาว ๆ เลือกซื้อครีมกันแดดได้ตรงใจแล้ว เราก็มาดูกันต่อเลยว่า ควรจะใช้ครีมกันแดดอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการใช้ครีมกันแดด ก็คือ


1.จำนวนครั้งที่ทาต่อวัน 

          สาว ๆ ต้องคำนึงถึงเรื่องระยะเวลาในการป้องกันแดดของครีมกันแดดด้วย ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น และประสิทธิภาพก็จะค่อย ๆ ลดลง ทำให้ผิวคุณก็จะได้รับ UVA และ UVB เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดให้ได้ทุก ๆ 2 ชั่วโมงนะคะ ยิ่งหากคุณไปเที่ยวทะเล หรือออกแดดนาน ๆ ควรต้องให้ความสำคัญกับการทาครีมกันแดดให้มากเลยค่ะ แต่ถ้าคุณสาว ๆ ทำงานเพียงแค่อยู่ในห้องแอร์ หรือออฟฟิศ ทาเพียงวันละครั้งก็เพียงพอแล้วค่ะ


2.ปริมาณของครีมกันแดดที่ควรใช้

          ด้วยราคาของครีมกันแดดที่ค่อนข้างสูง ทำให้สาว ๆ หลายคนใช้ในปริมาณที่น้อยนิด ไม่มากพอต่อการกันแดดในแต่ละวัน แต่สาว ๆ รู้ไหมคะว่า ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผิวหน้าและคอ คือปริมาณ 1 ช้อนชาเลยนะคะ ส่วนครีมกันแดดที่ใช้กับแขนและขา ปริมาณที่เพียงพออยู่ที่ 1 ช้อนโต๊ะค่ะ 


3.อย่าลืมป้องกันตัวเองด้วย 

          เนื่องจากครีมกันแดดไม่ได้ป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงควรเลี่ยงแดดควบคู่ไปด้วย หรือหาอุปกรณ์ในการป้องกันแดดมาเป็นตัวช่วย เช่น หมวก แว่นตา ร่ม เสื้อแขนยาว เป็นต้น


4.วิธีทาครีมกันแดด

           วิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้องควรทาบาง ๆ และเกลี่ยให้ทั่ว ๆ ไม่ควรทาย้อนขึ้นย้อนลง เพราะจะทำให้ครีม หลุดลอกได้ง่าย และภายหลังจากออกแดดแล้ว ควรอาบน้ำ ล้างหน้าให้สะอาด และทามอยส์เจอร์ และครีมบำรุงผิวทันที


          ได้รู้อย่างนี้แล้ว สาว ๆ ก็พอจะเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ครีมกันแดดมากขึ้นแล้วใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้น เราก็มาเลือกใช้ครีมกันแดดให้ถูก และใช้ครีมกันแดดให้ถูกวิธี เพื่อผิวสวยจะได้ไม่ถูกแสงแดดทำร้ายกันดีกว่า

+ขอแนะนำHYDENT(ยาสีฟัน)ผสมXylitol(ไซลิทอล)ป้องกันฟันผุ,ลดแบคทีเรียช่วยบำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง,ลดอาการเสียวฟัน




           HYDENT ยาสีฟันเพื่อสุขภาพเหงือกและฟันที่ดี ด้วยคุณประโยชน์จากตรีเอทีน วิตามินซี และคาร์โมมายด์ บำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง ลดอาการเสียวฟันเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังขจัดคราบพลัค เศษอาหาร สาเหตุของฟันผุและกลิ่นปาก ชวนให้ฟันสะอาดชวนมอง พร้อมพลังของเปปเอปร์มิ้นต์ธรรมชาติ ให้ลมหายใจหอม สดชื่นได้ทุกวัน


ส่วนประกอบ

1) Creatin (ครีเอทิน) ดูแล เยื่อบุในช่องปาก ต่อต้านโรคเหงือกอักเสบ และปริทันต์ โดยการกระตุ้นให้เกิดการเติบโตของเส้นใยไฟโบรบลาส (Bibroblast) ทำให้เหงือกและฟันแข็งแรง
2) Potassium Nitrate (โพแทสเซียมไนเตรต) ช่วยอุดช่องเชื่อมต่อเล็กๆ ระหว่างผิวฟันกับเส้นประสาทฟัน ทำให้ลดและป้องกันอาการเสียวฟันได้ เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง
3) Vitamin C (วิตามินซี) บำรุงเหงือกให้แข็งแรง ต้านอนุมูลอิสระ
4) Hydratetrate Silica (ไฮเดรทเตรตซิลิกา) ผงขัดฟันอนุภาคละเอียด ขจัดคราบพลัคช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย สาเหตุของกลิ่นปาก โดยไม่ทำลายเคลือบฟันธรรมชาติ
5) Peppermint (เปปเปอร์มินท์) ให้ความรู้สึก สดชื่น
6) Chamomile (คาโมไมล์) ต่อต้านการอักเสบและอนุ
มูลอิสระ
7) Xylitol (ไซลิทอล) สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ที่ไม่เป็นอาหารของแบคทีเรีย ช่วยลดอาการสะสมของแบคทีเรียในช่องปากจึงช่วยป้องกันฟันผุ
           ไม่มีส่วนผสมของ Fluoride (ฟลูออไรด์) เพราะผลวิจัย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการอัลไซเมอร์ และ ถ้าสะสมในปริมาณที่มากอย่างต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง

          






วิธีใช้ : แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน หรือหลังอาหารทุกมื้อ หรือตามคำแนะนำจากทันตแพทย์
คำเตือน : เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ควรใช้ยาสีฟันแต่น้อย ไม่ควรกลืนหรือกินยาสีฟัน

ปริมาณสุทธิ 80 กรัม  ราคา 390 บาท

สนใจ/ติดต่อ/สอบถาม/สั่งซื้อ 24ชั่วโมง

**ปล.เปิดรับตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกค่ะ**

Line ID: jobsfreedom

Tel. 085-2279446 คุณอ้อย

>>คลิกลิงค์ดูรายละเอียดสินค้าได้ที่www.shopingsabai.lnwshop.com

!คุณรู้หรือไม่คะว่ายาสีฟันที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ?ทำไมต้องมีคำเตือนเขียนเอาไว้ว่าห้ามกลืนด้วยล่ะคะ

ความรู้เรื่องยาสีฟันที่ผสมสาร Fluoride 




 













 
คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมยาสีฟันที่มีผสมฟลูโอไรด์ต้องมีคำเตือนแปะอยู่ข้างหลอดว่าห้ามกลืน???***
ถ้าใครเผลอกลืนต้องรีบพบแพทย์!! อะไรก็ตามที่ทำมาให้ใช้ได้ในปาก มันควรที่จะปลอดภัยมากกว่าเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคไม่ใช่หรือ? 
โดย เฉพาะยาสีฟันที่เราเอาใส่ปากเป็นสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายทุกๆวัน บางคนอาจคิดว่าคนเขียนนี่วิตกจริตฟุ้งซ่านไปมั้ยยะ ไม่มีใครเค้าโง่กลืนยาสีฟันหรอก แค่ใส่ปากแปรงๆแล้วก็บ้วนทิ้่ง โอเค ก็จริงอยู่ที่ไม่มีใครกลืนมันแบบตั้งใจ แต่มีใครแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์บ้างล่ะ ว่ามันไม่ได้แอบตกค้างอยู่ตามซอกฟันซอกเหงือกให้คุณกลืนลงท้องทั้งคืน บวกกับอีกรอบตอนเช้า โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อาจจะกลืนมันลงไปโดยไม่ตั้งใจถ้าไม่มีผู้ปกครองดูแล เชื่อหรือไม่ว่าฟลูโอไรด์เพียง 200 มิลลิกรัม หรือปริมาณยาสีฟันบีบออกมาเท่ากับความยาวของแปรงสีฟันนั้นสามารถฆ่าเด็กเล็ก ได้เลย และฆาตกรตัวจริงไม่ใช่ยาสีฟันแต่คือฟลูโอไรด์เพียวๆเลยหล่ะ จากรายงานของสมาคมศูนย์ควบคุมพิษอเมริกาบอกว่า ในปี 1994 มีคนตายจากฟลูออไรด์ที่ผสมในอาหารเสริมแล้วด้วย! Fluoride Alert .Org 

          นอกจากมันจะทำฟันคุณหมดสวย เป็นโรคกระดูกพรุน และเสี่ยงเป็นมะเร็งแล้ว ฟลูโอไรด์ยังทำให้คุณโง่ด้วย!! ไม่ได้มั่วค่ะ เพราะเคยมีนักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองผสมฟลูโอไรด์ในน้ำของค่ายกักกันที่รัซ เซียในยุคคอมมิวนิสต์และอีกที่ในช่วงยุคนาซีที่เยอร์มัน จุดประสงค์ในการทดลองก็เพื่อจะดูว่าถ้านักโทษผู้โชคร้ายทั้งหลายกินน้ำผสม ฟลูโอไรด์เข้าไปแล้วนักโทษจะเป็นยังไง ผลปรากฎว่าอารมณ์รุนแรงของนักโทษลดลงอย่างเห็นได้ัชัด เปลี่ยนจากนักโทษโหดๆเป็นแมวหง่าวนั่งหงอย ไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้างใดๆ ไม่ยกพวกตีกันเหมือนก่อน เอ๊ะ ฟังแล้วดูเหมือนจะดีใช่มั้ย แต่ความจริงแล้วมันน่ากลัวซะมากกว่า เพราะว่าฟลูโอไรด์มันมีผลโดยตรงต่อสมองน่่ะสิ โดยมันเข้าไปทำลายต่อมไพนีล (Pineal gland)หรือเรียกดวงตาที่ 3 ที่ทำหน้าที่ควบคุมร่างกาย โดยทำงานร่วมกับต่อมไฮโปทารามัส (Hypothalamus) ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารณ์ต่างๆ เช่นความหิว ความกระหาย ความต้องการทางเพศ ความคิดสร้างสรรค์ และเป็นเหมือนนาฬิกาชีวิตซึ่งควบคุมอายุของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อต่อมนี้โดนทำลายมันจึงทำให้ต้อแต้หมดแรงจูงใจ ขาดความคิดริเริ่ม เป็นตัวลดไอคิว ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ และเนื่องจากการทดลองที่ประสบความสำเร็จของรัฐบาลครั้งนั้น ปัจจุบันนี้ฟลโอไรด์เลยมาอยู่ในยาสีฟันให้เราใช้กันทุกวัน เปรียบได้กับอาวุธของรัฐบาลในการทำให้ประชาชนโง่และเป็นการควบคุมประชากรไป ในตัว ในบางประเทศอย่างไอร์แลนด์ อเมริกา ถึงกับโดนมัดมือชกให้กินน้ำผสมยาพิษฟลูโอไรด์กันเลยทีเดียวโดยผสมมันลงในน้ำ ประปาสาธารณะมันซะเลย โดยอ้างว่าหวังดีอยากป้องกันโรคฟันผุให้ประชาชน แต่มีการพิสูนจน์แล้วโดยเปรียบเทีียบสุขภาพฟันของคนอังกฤษและอเมริกัน ปรากฎว่าสุขภาพฟันไม่ต่างกันเลยทั้งๆที่น้ำในประเทศอังกฤษไม่มีการฟลูโอไรด์ ลงในน้ำ การกระทำที่ีมีนัยยะแอบแฝงแบบนี้เลยสร้างความไม่พอใจให้หลายๆคนในหลายประเทศ ที่ไม่เต็มใจจะโดนวางยาพิษในน้ำก๊อกที่ทำให้โง่และเป็นโรค แถมการเอาน้ำไปต้มให้เดือดก็ไม่ได้ช่วยอะไรยกเว้นเพิ่มความแรงของสารพิษให้ สูงขึ้นอึก 7 เท่าตัว 
Tap water - it can lower IQ and cause cancer 

          น่าเศร้ากว่าเดิมเมื่อรู้ว่าฟลูโอไรด์ยังถูกใช้ผสมในยารักษาโรคจิตเวช อย่างโรคซึมเศร้า เคยอ่านเจอในเว็ปพันทิพย์ว่ามีผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าได้รับยาชื่อ Fluoxetine หรือเรียกอีกอย่างว่าโปรแซคที่มีส่วนผสมหลักคือฟลูโอไรด์ที่ใส่ลงไปถึง 94% หลังจากเค้ากินยานี้ไปก็มึนหัวและไม่อยากอาหารจนต้องเลิกกินยาตัวนี้ไป เฮ้อ นอกจากจะไม่ได้ช่วยรักษายังทำให้แย่หนักกว่าเก่า นี่ถือว่าบ้านเรายังโชคดีอยู่(มั้ง) ที่น้ำประปายังไม่มีการผสมฟลูโอไรด์ ส่วนไอ้ที่อยู่ในยาสีฟันนั้นน่ะ เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะค่ะ อย่างเฟิร์สเองเวลาซื้อยาสีฟันก็จะเลือกเอาที่ไม่มีส่วนผสมฟลูโอไรด์ อย่างยาสีฟันสมุนไพรต่างๆนั้นไม่มีฟลูโอไรด์ผสมนะคะ เฟิร์สเองก็ใช้อยู่ดอกบัวคู่ อิอิ ส่วนใครที่ยังใช้ยาสีฟันแบบผสมฟลูโอไรด์อยู่และคิดว่าเรื่องนี้มันยากที่จะ เชื่อ ลองศึกษาค้นขว้าเองสิคะ แต่ถ้าถามเฟิร์ส เฟิร์สคิดว่าถึงเวลาเปลี่ยนยี่ห้อยาสีฟันแล้วล่ะค่ะ โดยเฉพาะยิ่งถ้าคุณมีลูกที่ยังเล็ก ยิ่งไม่ควรให้ลูกใช้เพราะมันส่งผลต่อสมองของเด็กที่ควรจะได้รับการพัฒนา มากกว่าโดนทำลายด้วยยาฆ่าหนูในยาสีฟันนะคะ Fluoride and Consciousness





     ด้วยรักและห่วงใยจากเรา
 http://fuco-beauty.webiz.co.th

+ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ผงซักฟอก HYLIVING ONE ULTRA NANO ผงซักฟอกชีวภาพสูตรเข้มข้น

HYLIVING ONE ULTRA NANO ผงซักฟอกชีวภาพสูตรเข้มข้น




1 กล่อง ปริมาณเท่ากับ 750 กรัม

ราคากล่องละ  390  บาท

          HYLIVING ONE ULTRA NANO ผงซักฟอกชีวภาพสูตรเข้มข้น เป็นผลิตภัณฑ์สาหรับใช้ทำความสะอาดซักล้างเสื้อผ้า เป็นการผลิตที่ผ่านกระบวนการทางชีวภาพ ใช้สารสังเคราะห์จากวัตถุดิบธรรมชาติ อาทิเช่น สารลดแรงตึงผิว (Non-Ionic Surfactant) ที่สังเคราะห์จากน้ามันปาล์ม น้ามันมะพร้าว เป็นต้น ทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานจาก กระทรวงอุตสาหกรรม (มอก.) ในประเทศไทย และได้รับการรับรองคุณภาพการผลิตการบริหารจัดการ ISO 9001:2008 
นอกจากนั้นยังได้รับการรับรองมาตรฐานชีวภาพสิ่งแวดล้อมโลก 
ISO 14001 : 2004 จากกระทรวงพาณิชย์ประเทศไต้หวันอีกด้วย ซึ่งประเทศไต้หวันนั้นเข้มงวดต่อผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก 

นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของผลิตภัณฑ์ผงซักฟอกชีวภาพแห่งศตวรรษที่ 21 จัดเป็นยอดอัจฉริยะในการซักล้าง เพราะสารที่นามาใช้ในขบวนการผลิตเพื่อทำความสะอาดได้จากวัตถุดิบที่สังเคราะห์จากธรรมชาติทั้งสิ้น ให้ความสะอาดอย่างแท้จริง ปราศจากสารพิษตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 



ประสิทธิภาพของผงซักฟอก Hyliving One

 -สูตรเข้มข้นให้พลังซักสูง  เพียงแช่ทิ้งไว้  ไม่ต้องขยี้
-ใช้ป้ายคราบสกปรกที่ฝังลึก  คราบหนักๆ ซักได้สะอาดหมดคราบ
-กำจัดกลิ่นเหม็นอับและยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย  แม้ตากผ้าในที่ร่ม  ผ้าไม่เหม็นอับ
-ไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและผิวหนังของทุกวัย
-ปกป้องสีและเส้นใยผ้าให้ขาวสะอาดและสีสดใสแบบธรรมชาติ
-ให้ความประหยัดในการซัก  ฟองน้อยประหยัดน้ำ 
-รีดเรียบง่าย  ประหยัดไฟ ประหยัดเงิน และช่วยลดโลกร้อน
-ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และช่วยปรับสภาพน้ำได้เป็นอย่างดี




จุดเด่นของ HYLIVING ONE ULTRA NANO มีดังนี้ 

1. ปราศจากสารเคมีตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม อันได้แก่ สารเบนซิน หรือสารโซเวน 
2. ทำความสะอาดเสื้อผ้าได้อย่างแท้จริง มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายคราบสกปรกสูง ขจัดคราบฝังลึกได้ดีเยี่ยมโดยไม่ทำลายสีและเนื้อผ้า 
3. ฟอสเฟตต่ำ ตรงตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก 
4. ประหยัด เพราะเป็นสูตรเข้มข้นใช้ปริมาณน้อย ใช้เป็นตัวช่วยในกรณีคราบฝังลึกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าน้ำยาป้ายขจัดคราบเพิ่ม มีปรับผ้านุ่มคืนความอ่อนนุ่มให้เส้นใยผ้าในตัว ช่วยให้ผ้ารีดง่ายขึ้น ทำให้ประหยัดไฟ 
ประหยัดเวลา 
5. ฟองน้อย เหมาะสาหรับทั้งการซักผ้าด้วยมือ และการซักผ้าด้วยเครื่อง ช่วยประหยัดน้ำ ช่วยยืดอายุการใช้เครื่องซักผ้า 
6. ปราศจากสารเรืองแสง 
7. ปราศจากโซดาไฟ 
8. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดโลกร้อน เพราะสามารถช่วยย่อยสลายคราบไขมัน คราบโปรตีนในท่อน้าทิ้งก่อนไหลลงแม่น้ำลำคลอง 


          นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ยังสามารถขยายความคุณสมบัติพิเศษของ HYLIVING ONE ULTRA NANO ผงซักฟอกชีวภาพสูตรเข้มข้น ได้อีกดังนี้ 

1. GREEN BEAD ULTRA NANO เม็ดบีดสีเขียวใสเอกลักษณ์เฉพาะ HYLIIVING ONE ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการซักผ้า ให้ผ้าขาว ขาวสดใส ผ้าสี สีสดสวย เพราะ GREEN BEAD ULTRA NANO ช่วยเพิ่มออกซิเจนขณะซัก จึงเพิ่มพลังขีดสุดของ NANO ให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ที่จะเข้าขจัดคราบสกปรกได้อย่างหมดจด

2. ทำความสะอาดได้อย่างแท้จริง สามารถย่อยสลายคราบสกปรกได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นคราบฝังลึก คราบน้ามัน คราบยางพืช ยางกล้วย สำหรับคราบหนักฝังลึกใช้ผสมน้าเล็กน้อยให้พอเป็นเนื้อครีมแล้วป้าย อาจแช่ทิ้งไว้หรือป้ายแล้วขยี้ คราบสกปรกจะถูกซักออกหมดจนสะอาด หรือแช่ทิ้งไว้ข้ามคืนจะไม่มีกลิ่นเหม็นบูด ยิ่งไปกว่านั้นคราบสิ่งสกปรกไม่ไหลย้อนกลับสู่เนื้อผ้า เพราะมีสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรียจึงไม่มีกลิ่นเหม็น แม้ตากผ้าในที่ร่มก็ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ

3. เป็นผงซักฟอกเพื่อสุขภาพ คือหลังการซักผ้าด้วย HYLIVING ONE จะไม่มีสารเคมีตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผิว และสุขภาพของผู้ใช้ เพราะ HYLIVING ONE ใช้สารสังเคราะห์จากธรรมชาติ ได้แก่ 

     3.1 สารลดแรงตึงผิว (Non-Ionic Surfactant) ที่สังเคราะห์จากน้ามันปาล์ม น้ามันมะพร้าว เป็นสารลดความกระด้างของน้ำ จะทำให้น้ำกระด้างเป็นน้ำอ่อนมากขึ้น ทาให้สารลดแรงตึงผิวสามารถแทรกซึมเข้าไปทำความสะอาดคราบสกปรก คราบไขมันได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปสารลดแรงตึงผิวที่ใช้เป็นสารโซเวนท์
ซึ่งได้จากการกลั่นน้ำมันขั้นที่ 6 มีคุณสมบัติในการทาความสะอาด แต่เป็นสารตกค้างไม่สามารถย่อยสลาย
ได้จะตกค้างอยู่ในน้ำ เมื่อพืชน้ำ สัตว์น้ำ ดูดซับเอาสารน้าเข้าไปก็จะตกค้างอยู่ในพืชในสัตว์น้ำ และเมื่อคนเรากินพืช
กินสัตว์น้ำที่มีสารตกค้างเหล่านี้เข้าไป ก็จะสะสมอยู่ในร่างกายคน ท้ำให้เกิดเป็นโรคมะเร็ง โรคเส้นเลือดตีบ เมื่อสะสมมากขึ้น
บางคนผิวแพ้ง่ายจะเป็นผดผื่นที่ผิวหนัง

     สารตกค้างอีกชนิดหนึ่งคือ สารเรืองแสง สำนักงานมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลกห้ามใช้ เพราะเป็นสาร
ก่อมะเร็งที่ผิวหนัง เพราะสารเรืองแสงเป็นสารที่ไวต่อต่อมโปรตีน ไขมันใต้ผิวหนัง เมื่อผิวหนังสัมผัสรับ
เอาสารนี้เข้าไป จะทำปฏิกิริยากับต่อมใต้ผิวหนัง ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายจะเกิดอาการระคายเคืองผิว บางคนผิวไหม้ 
มีอาการคัน บางคนเป็นผดผื่นที่ผิว สารนี้หากสะสมมากเข้าอาจก่อให้เกิดเป็นมะเร็งที่ผิวหนังในที่สุด 

     3.2 เอ็นไซม์ เป็นเอ็นไซม์ชนิดกลีเซอร์ไรน์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายคราบโปรตีน คราบไขมัน
เมื่อทำงานควบคู่กับสารลดแรงตึงผิวจึงทำให้คราบสกปรก คราบฝังลึกถูกย่อยสลายออกมาได้โดยง่าย เป็น
การเพิ่มประสิทธิภาพในการซักล้าง ทำให้ผ้าสะอาดปราศจากกลิ่น สีสันสดใส หากซักด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำ
ร้อน เอ็นไซม์จะเพิ่มประสิทธิภาพเป็นทวีคูณ โดยไม่ทำลายเนื้อผ้าและสีของผ้า

4. พลังจากน้ำทะเล เป็นที่นิยมและยอมรับว่าน้ำทะเลมีคุณอย่างมากมาย ในที่นี้โดยการสังเคราะห์ในรูปแบบของโซเดียมคาร์บอเนต ในการทำความสะอาดแบบชีวภาพเป็นสารที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด ย่อยสลายคราบสกปรก ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย บำบัดกลิ่น เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม

5. โพลีเมอร์ เป็นสูตรเฉพาะของ HYLIVING ONE ที่คืนความนุ่มให้เส้นใยผ้า รู้สึกได้จากการสัมผัส และไม่มีระคายเคืองแม้ผิวแพ้ง่าย

6. ให้ความประหยัด เพราะเป็นสูตรเข้มข้น สามารถใช้ได้ทั้งการซักด้วยมือ และการซักด้วยเครื่องซักผ้าทั้งฝาหน้าและฝาบน ใช้ปริมาณน้อยเพียง 1 ช้อน (10 – 15 กรัม) ต่อผ้า 4 กก. หรือต่อน้า 7 ลิตร ใช้เป็นตัวช่วยในการป้ายคราบฝังลึกโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อน้ำยาขจัดคราบเพิ่ม สามารถปรับผ้าให้นุ่มได้ไปในตัว ช่วยให้ผ้ารีดง่ายขึ้นทำให้ประหยัดไฟ มีฟองน้อยช่วยให้ประหยัดน้ำในการซัก และยืดอายุการใช้งานของเครื่องซักผ้า

7. ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพราะเอ็นไซม์ในน้ำที่ทิ้งหลังการซักสามารถช่วยทำความสะอาดท่อน้า บาบัดกลิ่นเหม็นจากท่อน้าทิ้งได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นน้ำเสียก็ตาม และยังสามารถใช้รดน้าต้นไม้ได้อีกด้วย โดยผสมน้ำให้เจือจางก่อน สามารถเป็นปุ๋ยได้อีกด้วย 


จึงนับได้ว่า ผงซักฟอกชีวภาพสูตรเข้มข้น HYLIVING ONE ULTRA NANO เป็นผงซักฟอกที่สมบูรณ์แบบในการซัก เพราะให้ทั้งความสะอาด ให้ความปลอดภัย ให้ความประหยัด ส่งผลให้มีสุขภาพจิตที่ดี ทาให้คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น HYLIVING ONE จึงไม่ได้เป็นเพียงผงซักฟอก แต่เป็นสุดยอดนวัตกรรมในการซักล้างที่ HYLIFE บรรจงคัดสรรให้ทุกๆ ท่านในครอบครัวของเรา ครอบครัว HYLIFE “To Life’s Betterment เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

คำแนะนำและวิธีใช้ 

1. แยกประเภทผ้าที่จะซัก และตรวจสอบวิธีการซักผ้าแต่และชนิดจากป้ายที่ติดมากับผ้า 
2. ตวงผงซักฟอก HYLIVING ONE ในปริมาณที่เหมะสม
HYLIVING ONE ULTRA NANO 1 ช้อน ต่อผ้า 4 กก. ต่อน้า 7 ลิตร
3. ควรละลายผงซักฟอก HYLIVING ONE ก่อนนำผ้าลงซัก 
4. สำหรับผ้าที่สกปรกมาก หรือ น้ำที่ใช้ซักเป็นน้ากระด้าง (น้ำบาดาล) ให้เพิ่มปริมาณผงซักฟอก HYLIVING ONE อีกครึ่งช้อน หรือแช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที 
5. บริเวณที่มีคราบเปื้อนมากๆ หรือคราบฝังลึก ให้ใช้ HYLIVING ONE UNTRA NANO ผสมน้ำพอให้เป็นเนื้อครีมแล้วป้ายที่รอยเปื้อนทิ้งไว้สักครู่ก่อนนำไปซัก 
6. หากซักด้วยมือ ควรแช่ผ้าก่อนประมาณ 15 – 30 นาที 


ข้อควรระวัง 

1. ควรเก็บไว้ในที่ร่มและห่างจากมือเด็ก 
2. ไม่ควรใช้ร่วมกับผงซักฟอก หรือสารเคมีชนิดอื่น 
3. ห้ามรับประทาน 
4. ถ้ามีอาการแพ้ให้รีบปรึกษาแพทย์



สนใจ/ติดต่อ/สอบถาม/สั่งซื้อ 24ชั่วโมง**ปล.เปิดรับตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกค่ะ**

Line ID: jobsfreedom

Tel. 085-2279446 คุณอ้อย

>>คลิกลิงค์ดูรายละเอียดสินค้าได้ที่www.shopingsabai.lnwshop.com

!คุณรู้หรือไม่ว่าผงซักฟอกที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ คือตัวการก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย..จริงหรือไม่..?

ผงซักฟอกกับปัญหาน้ำเน่าเสีย ?.!

 

 หลายๆ พื้นที่ภาวะน้ำท่วมคลี่คลายลงแล้วมีรายงานข่าวการใช้ผงซักฟอกช่วยทำความสะอาด อาคาร บ้านเรือน สิ่งของ เครืองใช้ พื้นถนน ฯ กำจัดคราบไคลสิ่งสกปรก ปล่อยน้ำชะล้างไหลลงสู่น้ำท่วมขังที่ยังไม่แห้งสนิท รวมทั้งแม่น้ำลำคลองธรรมชาตินั้น จะก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียมากยิ่งขึ้น...จริงหรือไม่..?

ด้วยเหตุที่ผงซักซักฟอก (detergen) ประกอบด้วยฟอสฟอรัส (phosphorous) ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญของพืชและสัตว์ เป็นธาตุที่จำเป็นสำหรับการสร้างกระดูกและฟันที่สมบูรณ์แข็งแรง ส่วนในพืชและสัตว์พบว่าฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบของ DNA, RNA และ Adenosine Tri-phosphate หรือ ATP ซึ่ง ATP เป็นแหล่งพื้นฐานของพลังงานที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเซลล์ รวมทั้งฟอสฟอรัสยังเป็นส่วนประกอบของปุ๋ยสำหรับพืช (plant fertilizers) อีกด้วย โดยช่วยเสริมสร้างการเจริญของราก กิ่ง ลำต้น ใบ ดอก และผล

คราบไคลสิ่งสกปรก ?

แบ่งกว้างๆ เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเกิดจากดิน โคลน สารเคมี น้ำมัน ไขมัน การย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ ฯลฯ และกลุ่มที่สองเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กโดยเฉพาะที่มาจากน้ำและดิน เช่น  ตะไคร่น้ำ มองเห็นเป็นคราบสีเขียว สีน้ำตาล จนถึงสีดำ ฯลฯ ตะไคร่น้ำเป็นกลุ่มของสาหร่ายเซลล์เดียวหลายชนิด จัดเป็นพวกแพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) มีหลายชนิด เช่น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ไฟลัม Cyanophyta (Blue-green algae) หรือเรียกว่า Cyanobacteria สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงเนื่องจากมีคลอโรฟิลล์ ชนิด เอ (chlorophyll a) อยู่ในคลอโรพลาสต์ (chloroplast) สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น หิน ดิน ทะเลทราย และแหล่งน้ำทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำพุร้อน ส่วนมากมีสีเขียวแกมน้ำเงิน แต่บางชนิดมีสีแดง สีม่วง สีเขียว สีน้ำตาล และสีดำ ในสภาวะปกติมีการสืบพันธุ์แบบอะไมโตซิส (amitosis) ในลักษณะหักเป็นท่อน (fragmentation) และในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมจะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศด้วยวิธีสร้างสปอร์ซึ่งทนทานต่อความแห้งแล้งจึงไม่แปลกใจเลยที่พื้นปูนที่เมื่อก่อนขาวสดใสหลังฝนตกบ่อยๆ หรือมีน้ำท่วมขัง จะมีจิตรกรนิรนามวาดรูปตกแต่งสีเขียวให้ดูเพลินๆ นั่นคือ สปอร์เจริญเติบโตเป็นตะไคร้น้ำ....การดำรงชีวิตมี 2 ลักษณะ คือ พวกที่ไม่เป็นเส้นสาย (Non-filamentous form หรือ unicellular cyanobacteria) ส่วนใหญ่มีรูปร่างเป็นทรงกลม (coccoid form) พบทั้งที่เป็นเซลล์เดี่ยว และอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน (palmelloid colonies) ที่มีเมือกหุ้ม และพวกที่เป็นเส้นสาย (Filamentous form) กลุ่มนี้เซลล์จะเรียงต่อกันเป็นเส้นสายเรียกว่า trichome มีเมือกหุ้ม (mucilaginous sheath) ด้วยเหตุที่มีเมือกหุ้มนี้เองทำให้ลื่นหกล้มและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย นอกจากนี้สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินบางชนิดสามารถตรึงไนโตรเจนได้ หลังจากเซลล์ตายลงจะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นปุ๋ยช่วยในการเจริยเติบโตของพืชน้ำชนิดอื่นๆ ถ้าเป็นที่อับชื้นในที่มืดหรือแสงน้อยจะพบ "เชื้อรา (fungi)" ได้อีกด้วย โดยที่สปอร์ของเชื้อราจะเป็นอันตรายมากต่อคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ อาจทำให้เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ สำหรับบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะคราบไคลสิ่งสกปรกที่ไม่ใช่เชื้อราซึ่งจะนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป

ผงซักฟอก  คืออะไร ?ผงซักฟอกเป็นสารซักล้างที่ผลิตขึ้นมาใช้แทนสบู่ มีสารลดแรงตึงผิว (surfactant) ชนิดสังเคราะห์และ/หรือชนิดธรรมชาติเป็นส่วนประกอบหลัก เป็นเกลือโซเดียมซัลโฟเนตของไฮโดรคาร์บอน เช่น Sodium dodecylbenzenesulfonate สูตรเคมี C12H25C6H4SO3Na อยู่ในรูปผงเม็ดเล็กๆ หรือเกล็ดอัดขึ้นรูป กึ่งแข็งกึ่งเหลว อาจเป็นแท่ง หรือลักษณะอื่นๆ แต่ไม่มีลักษณะเป็นของเหลว ผงซักฟอกมีสมบัติชำระล้างสิ่งกปรกทั้งหลายได้เช่นเดียวกับสบู่ ผงซักฟอกมีส่วนประกอบของฟอสฟอรัสในรูปเกลือฟอสเฟต (phosphate ; PO43-)

ผงซักฟอกทำความสะอาดสิ่งสกปรกได้อย่างไร ?
โครงสร้างโมเลกุลของผงซักฟอกประกอบด้วยทั้งส่วนที่มีขั้วและไม่มีขั้ว (amphiphilic) เหมือนกับลักษณะโมเลกุลของไขมัน ส่วนมีขั้ว (polar) เป็นหมู่ซัลโฟเนต (sulfonate ; SO3- Na+) ชอบน้ำ (hydrophilic) และส่วนไม่มีขั้ว (non-polar) เป็นหมู่ไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon ; CnH2n+2) ไม่ชอบน้ำ (hydrophobic)  เมื่อผงซักฟอกละลายในน้ำจะเกิดโครงสร้างแบบไมเซลล์ (micelle) โดยที่ด้านที่ชอบน้ำจะหันมาข้างนอกส่วนด้านที่ไม่ชอบน้ำจะอยู่ในกลายเป็นโมเลกุลวงกลม เมื่อผงซักฟอกพบคราบไขมันสิ่งสกปรก จะเข้าไปเอาด้านไม่ชอบน้ำจับไขมันไว้แล้วพาคราบไขมันออกมาจากพื้นผิว ทำให้สามารถชะล้างสิ่งปรกออกไป
 
ชนิดของผงซักฟอกผงซักฟอกแบ่งตามสารลดแรงตึงผิว 4 ประเภท
( 1 )  ผงซักฟอกประเภทแอนอิออนิก (anionic detergents) มีสารลดแรงตึงผิวเป็นไอออนลบ เช่น alkyl benzene sulfonates สามารถชำระล้างคราบสกปรกประเภทดินโคลนออกจากผ้าฝ้ายและเส้นใยธรรมชาติอื่นๆ ได้ดีในน้ำอุ่น
( 2 )  ผงซักฟอกประเภทแคทอิออนิก (cationic  detergents) มีสารลดแรงตึงผิวเป็นไอออนบวกของ NH+ เช่น quaternary ammonium
( 3 )  ผงซักฟอกประเภทนันอิออนิก (nonionic  detergents) มีสารลดแรงตึงผิวเป็นสารที่ไม่เกิดการแตกตัวเป็นไอออน เช่น polyoxyethylene หรือไกลโคไซด์ (glycoside :- octyl-thioglucoside, maltosides) มีฟองน้อย ทำงานได้ดีในทุกสภาพน้ำ ไม่จำเป็นต้องเติมสารที่ทำให้น้ำอ่อน สามารถชำระคราบไขมันออกจากพอลิเอสเตอร์และเส้นใยสังเคราะห์อื่นๆ ได้ดีเป็นพิเศษ
( 4 )  ผงซักฟอกประเภทแอมโฟเทอริก (amphiphilic detergents) มีสารลดแรงตึงผิวที่สามารถแตกตัวเป็นได้ทั้งไอออนบวกและไอออนลบ
ส่วนประกอบหลักของผงซักฟอก
( 1 ) บิลเดอร์ ฟอสเฟต (builder phosphate) ปริมาณ 30-50% เช่น เตตระโซเดียมฟอสเฟต (Tetrasodium pyrophosphate) สูตรเคมี Na4P2O7 โซเดียมไตรพอลิฟอสเฟต (Sodium tripolyphosphate) สูตรเคมี  Na5P3O10) ฯลฯ  สารนี้ช่วยรักษาสภาพน้ำให้เป็นเบส ช่วยกระจายน้ำมัน สิ่งสกปรกออกเป็นอนุภาคเล็กๆ จนสามารถแขวนลอยได้ในน้ำและปรับสภาพน้ำกระด้างให้กลายเป็นน้ำอ่อนหน้าที่ ทำให้น้ำมีสภาพเป็นเบส เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้ดี ฟอสเฟตจะรวมตัวกับไอออนของโลหะในน้ำกระด้างเป็นสารเชิงซ้อน ทำให้ไอออนของโลหะ ในน้ำกระด้างไม่สามารถขัดขวางการกำจัดสิ่งสกปรกของผงซักฟอกได้
( 2 ) สารลดแรงตึงผิว (surface-active agent หรือ surfactant) ปริมาณ 12-30% เป็นสารที่ใช้ชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้ ได้แก่ เกลือโซเดียมแอลคิลซัลโฟเนต (Sodium alkylsulfonate) สูตรเคมี  CH3(CH2)6SO3Na โซเดียมแอลคิลเบนซิลซัลโฟเนต (Sodium alkylbenzene sulfonate) สูตรเคมี R-C6H4-SO3Na ; R=C10~C13) ฯลฯ ทำให้วัสดุเปียกน้ำได้ง่าย ทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกมาเป็นอนุภาคเล็กๆ แล้วสารจะล้อมรอบสิ่งสกปรกเล็กๆ เอาไว้ในสารลดความตึงผิว
( 3 ) ซิลิเกต (silicates) ปริมาณ 5-10% เช่น โซเดียมซิลิเกต (Sodium silicate) สูตรเคมี  Na2SiO3)  ช่วยป้องกันสนิมของชิ้นส่วนอะลูมิเนียม เช่น กระดุม ซิป ฯลฯ และยึดสิ่งสกปรกเอาไว้ไม่ให้กลับไปจับพื้นผิว เพิ่มความสดใส ดูดแสงอุลตร้าไวโอเลตไว้ ทำให้เกิดการเรืองแสงสะท้อนเข้าตา ขาวสะอาด
( 4 ) สารเพิ่มฟอง (suds booster) เช่น โซเดียม ลอริล ซัลเฟต (Sodium lauryl sulfate) สูตรเคมี CH3(CH2)10CH2(OCH2CH2)nOSO3Na  เป็นสารที่จะช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้เกิดฟองกับน้ำได้ดีสำหรับผงซักฟอกซักด้วยมือ
( 5 ) โชเดียมคาบอกซีเมทิลเซลลูโลส (sodium carboxymethylcellulose) สูตรเคมี  [C6H7O2 (OH)x (OCH2COONa)y]n ปริมาณ 0.5-1% เป็นอีมัลซิไฟเออร์ (Emulsifiers) ป้องกันการเกิดตะกอน
( 6 ) อื่นๆ เช่น น้ำหอม สี สารฟอก สารช่วยการละลาย สารกันหมอง สารต้านอนุมูลอิสระ เอนไซม์ สารช่วยให้ผ้านุ่ม สารกันไฟฟ้าสถิตย์ ฯลฯ

รายละเอียดเพิ่มเติม >>>

ผลเสียที่เกิดจากการใช้ผงซักฟอกที่ทำให้เกิดมลภาวะของน้ำ
( 1 ) สารพวกฟอสเฟตเป็นปุ๋ยจากผงซักฟอกเมื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ จะทำให้พืชน้ำเจริญเติบโต รวดเร็ว ทำให้ขวางทางคมนาคมทางน้ำ ทำลายทัศนียภาพ ทำให้ออกซิเจนละลายน้ำไม่ได้ สิ่งมีชีวิตขาดออกซิเจนตายได้ และพืชน้ำเกิดมากอาจจะตาย ย่อยสลาย เน่า ทำให้น้ำเสีย 
( 2 ) ผงซักฟอกชนิด C ใน R แตกกิ่งก้านสาขาจุลินทรีย์ในน้ำสลายไม่ได้ ทำให้ตกค้างในน้ำ เมื่อ เข้าสู่ร่างกายของคนจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ 

ฟอสฟอรัสมีส่วนสำคัญต่อจุดเริ่มต้นของสายใยอาหาร (food webs) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญของผู้ผลิต คือ พืชต่างๆ นั่นเอง ช่วยให้สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืฃเจริญเติบโต เป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำหลายชนิด 


ตามธรรมชาติพบว่าการเพิ่มปริมาณฟอสฟอรัสลงสู่แหล่งน้ำมีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การดำรงชีวิตประจำวันและการเกษตร ในวัฏจักรของฟอสฟอรัสเกิดจากสัตว์กินพืชที่สะสมฟอสฟอรัสไว้ หลังจากสัตว์ตายลงเกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ปลดปล่อยฟอสฟอรัสในรูปสารประกอบละลายน้ำได้ออกสู่ดิน และพืชดูดนำไปใช้ในการเจริญต่อไป ปริมาณฟอสฟอรัสในดินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ชะล้างลงสู่แหล่งน้ำเนื่องจากหลังกระบวนการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์แล้วฟอสฟอรัสจะทำปฏิกิริยากับโลหะอื่นๆ กลายเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำยากหรือไม่ละลายน้อยมากตกตะกอนในแหล่งน้ำ ถ้าในแหล่งน้ำมีอนุมูลฟอสฟอรัสที่ละลายได้ในปริมาณมาก จะทำให้พืชน้ำ (aquatic plants) สาหร่าย (algae) และแพลงก์ตอนพืฃ (phytoplankton) ซึ่งเป็นผู้ผลิต (producer) ในห่วงโซ่อาหาร (food chains) เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (overdrive growth) เกิดขึ้นอย่างหนาแน่น (bumper crop) สูญเสียภาวะสมดุลของสิ่งมีชีวิตในน้ำ เรียกว่า "ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication ; Algae bloom)" ซึ่งมีสาเหตุมาจากสารประกอบไนโตรเจนร่วมด้วย สาเหตุเนื่องจากเมื่อปริมาณฟอสฟอรัสในรูปสารประกอบฟอสเฟตในน้ำมากกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และปริมาณไนโตรเจนในรูปสารประกอบไนเตรต (-NO3-) มากกว่า 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ฟอสฟอรัสและไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชน้ำ แพลงก์ตอนพืช และสาหร่าย ช่วงแรกๆ ดูเหมือนจะมีผลดีเนื่องจากมีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) ปลดปล่อยออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น สัตว์น้ำมีอาหารจากพืชน้ำ สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชที่มากขึ้น จึงแพร่ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนมากขึ้นด้วย แต่ในช่วงต่อๆ มาทำให้จำนวนสิ่งมีชีวิตในน้ำมีมากขึ้นในบริเวณแหล่งน้ำเดิม จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจเพื่อการดำรงชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้น้ำขาดออกซิเจน สิ่งมีชีวิตในน้ำตายมากขึ้น ดังนั้นน้ำจึงเน่าเสียมากขึ้น ทำนองเดียวกันถ้าแหล่งน้ำมีสัตว์เพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนของสาหร่ายและแพลงก์ตอนพืช ถ้าสาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชเพิ่มจำนวนมากขึ้นจะทำให้ต้องการออกซิเจนในการหายใจมากขึ้น แหล่งน้ำทึบแสงมากขึ้น แสงไม่เพียงพอต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชตายลง มีการย่อยสลายก่อให้เกิดน้ำเน่าเสียเช่นเดียวกัน ถ้าเกิดในทะเลหรือทะเลสาบจะมีลักษณะที่เรียกว่า "กระแสน้ำแดง (Red tide)" มองเห็นสีของน้ำเปลี่ยนไปจากปกติ ปรากฎการณ์นี้เคยเกิดในทะเลแถบชายฝั่งจังหวัดชลบุรีซึ่งรับน้ำมาจากปากแม่น้ำบางปะกงที่ทั้งสองฝั่งมีการทำเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ ที่อยู่อาศัย และโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก...


  ด้วยรักและห่วงใยจากเรา
Website: www.shopingsabai.lnwshop.com