http://shopingsabai.lnwshop.com/

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้เรื่องอาหารเสริมและอาหารบำรุงผิว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้เรื่องอาหารเสริมและอาหารบำรุงผิว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คุณรู้หรือไม่ว่า ปัญหาสุขภาพของคุณตอนนี้ " ดี หรือ แย่ " วันนี้เรามีข้อมูลมาให้คุณได้ลองทดสอบ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาสุขภาพของคุณกันค่ะ

อัพเดท 10 โรคเสี่ยงของคนไทย

อัพเดท 10 โรคเสี่ยงของคนไทย (Health&Cuisine)

          10 โรคร้ายที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต รวมทั้ง 10 โรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย เป็นภัยเงียบที่แฝงมากับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ แม้เราจะรู้จักโรคเหล่านี้มาบ้าง แต่วันนี้เรามาอัพเดทข้อมูลกันดีกว่าค่ะ เพื่อจะได้รู้เท่าทันและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ   
    
มะเร็งครองแชมป์มัจจุราช

           โรคมะเร็งหากเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะรายที่พบในระยะลุกลาม ในประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ติดต่อกันมา 5 ปี มีผู้เสียชีวิตประมาณปีละ 50,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน พบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 70,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โรคมะเร็งที่พบมากที่สุด 6 อันดับแรกในปี 2547 ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งในช่องปาก โดยมะเร็งที่ผู้ชายเป็นกันมากอันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งตับ รองลงมาคือ มะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนมะเร็งที่พบในผู้หญิงตามลำดับคือมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ 

  แอลกอฮอล์ชนวนโรคกายและโรคใจ

           อย่างที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์ เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายมากมาย เช่นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ ตับอ่อนอักเสบ โรคกระเพาะและกระเพาะรั่ว ภาวะเลือดออกจากทางเดินอาหาร เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้มักเป็นเรื้อรังและทำให้ผู้เจ็บป่วยทุกข์ทรมาน ทั้งยังก่อเกิดภาวะแทรกซ้อนในโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบ) 

  ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

           แม้แต่โรคทางจิตก็มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน ต้นเหตุการป่วยทางจิต 1 ใน 3 มาจากการติดเหล้า และพบว่าในกลุ่มคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 90% เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือใช้แอลกอฮอล์ หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน โดยผู้ป่วยทางจิตจะมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ สูงกว่าผู้ป่วยทางกายประมาณ 3 เท่าตัว โดยเฉพาะคนติดเหล้ามากๆ จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพหลอน หูแว่ว หลงผิด หวาดระแวง และคลุ้มคลั่ง

  วัณโรค ภัยในอากาศที่กำลังกลับมา

           ปอดอักเสบ วัณโรค โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นกลุ่มโรคเดียวกัน แต่ที่กำลังต้องจับตาเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือวัณโรค ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า มายโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลสิส (Mycobacterium tuberculosis) ตอนนี้กำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น จากรายงานขององค์การอนามัยโลกล่าสุดในปี 2549 ระบุว่าพบประชากรโลก 1 ใน 3 หรือประมาณ 2,000 ล้านคนติดเชื้อวัณโรค และมีผู้ป่วย 15 ล้านคน สำหรับคนไทยคาดว่าราว 20 ล้านคนมีเชื้อวัณโรคในตัว พร้อมกำเริบหากสุขภาพทรุดโทรม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าจัด หรือติดเชื้อเอดส์ ผู้ติดเชื้อวัณโรคเหล่านี้อาจป่วยได้ถึงปีละ 1 แสนคน

           ประเทศไทยมีปัญหาวัณโรคอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลกและถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับ 6 รองจากมะเร็ง โรคหัวใจ อุบัติเหตุ เอดส์ ไข้เลือดออก ในปี 2549 ตรวจพบผู้ป่วยวัณโรค 58,639 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 70 เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ตรวจพบเชื้อในเสมหะ ซึ่งสามารถแพร่เชื้อจากการไอจามติดต่อสู่คนรอบข้างได้ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 15-44 ปี  

           โรคร้ายที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตนั้น มีความสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังที่คนไทยประสบ โรคเรื้อรังเป็นโรคที่รัฐบาลเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก และก่อให้เกิดโรคร้ายแรงตามมาอีกมากมาย อย่างความดันสูง การรักษาก็ต้องกินยาตลอด โรคเบาหวาน บางคนไม่ดูแลสุขภาพตัวเอง ไม่เคยสังเกต ไม่ตรวจโรคเลย แล้วเมื่อมีอาการเรื้อรัง ก็จะทำให้ไตอักเสบ หรือเกิดอาการไตวายได้

  10 อันดับโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย มีดังนี้

          โรคหัวใจและหลอดเลือด    
          โรคของต่อมไร้ท่อ (โรคกลุ่มเบาหวาน ไทรอยด์ ต่อมหมวกไต)  
          โรคระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น    
          โรคระบบทางเดินอาหาร    
          โรคระบบทางเดินหายใจ    
          โรคภูมิแพ้     
          โรคระบบประสาทจิตเวช   
          โรคระบบทางเดินปัสสาวะ    
          โรคของปาก หู คอ จมูก     
          โรคผิวหนัง   

 ***วิธีการทดสอบว่าร่างกายของคุณนั้นมีสุขภาพที่ค่อนข้างดีหรือแย่ทำได้ไม่ยากค่ะ แค่ให้คุณลองทำแบบสอบถามในหน้านี้ดูเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น คุณก็จะสามารถรู้ได้ทันทีเลยค่ะว่าคุณมีปัญหาสุขภาพมากหรือน้อยแค่ไหนค่ะ (ให้กดคลิก-เข้าไปที่ลิงค์แบบสอบถามด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ)


ปรับพฤติกรรมการกิน ป้องกันโรค
         
          โรค เรื้อรังที่ไม่ติดต่อ เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ หลอดเลือด มีรากฐานมาจากเรื่องน้ำหนักตัว คือถ้าอ้วนแล้วจะมีโรคพวกนี้ตามมา โรคเหล่านี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ในเรื่องของระดับน้ำตาล กับระดับไขมัน ซึ่งจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย ๆ โดยไม่แสดงอาการ คือพอมีอาการบอกว่าเป็นโรคก็แปลว่าสะสมมาหลายปีแล้ว อาจจะ 5 ปี 10 ปีแล้วแต่สภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งเราจะเห็นว่าการเกิดของมัน เหมือนกับการเกิดของภูเขาน้ำแข็งกว่าจะรู้เราก็แย่แล้ว ดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจึงเน้นการป้องกันแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เพราะในระยะที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลหรือไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับน้ำตาล ถ้าเราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน ลดน้ำหนักลงมาในคนที่อ้วน โอกาสจะเป็นเบาหวานที่แท้จริงจะน้อยลง แต่ถ้าปล่อยให้เป็นแล้วจะต้องทานยารักษาตัวไปตลอดชีวิต และค่าใช้จ่ายก็ค่อนข้างสูง

          โรคเหล่านี้มาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกหลัก และการไม่ออกกำลังกาย ตอนนี้โรคที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ เบาหวาน คนไทยเป็นกันเยอะขึ้นเกือบจะสิบเปอร์เซ็นต์ และการเกิดของโรครวดเร็วมาก อีก อย่างคือพออ้วนแล้วจะทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบฮอร์โมนเปลี่ยนไป ซึ่งจะเกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ คีย์สำคัญคือดูแลน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน พยายามทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้าอ้วนลงพุงเมื่อไรโรคต่าง ๆ ที่เราพูดถึงจะเกาะกันมา แล้วก็พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น อย่างสม่ำเสมอ มีข้อพิสูจน์แล้วจากต่างประเทศว่า สามารถป้องกันการเป็นเบาหวานได้ถึง 58 เปอร์เซ็นต์

          นอกจากนี้ควรปรับวิถีชีวิต และวิธีคิดให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง เลิกเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ ลองทำดูนะคะ อย่ารอให้ป่วยก่อน เพราะจะสายเกินไป 

         





วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

!รู้หรือไมคะว่า คุณเองก็สามารถทำ Detox ที่บ้านคุณเองได้ในทุกๆวัน

รวมสูตร Detox คุณเองก็ทำได้




ปัจจุบันผู้คนต่างหวนกลับมาใช้ชีวิตอิงธรรมชาติกันมากขึ้น นั่นคงเป็นเพราะว่าทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับปัญหามลพิษ สารเคมี และกินอาหารที่มีสารปนเปื้อนอยู่เกือบตลอดเวลา เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง ดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ดังนั้นศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ ที่จะช่วยสุขภาพจึงเป็นที่นิยมกันมากขึ้น การนั่งสมาธิ การฝึกโยคะ และการเลือกอาหารปลอดสารพิษ ดูจะได้รับความสนใจและนำไปปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ เพื่อให้เราสามารถรับมือกับปัญหาสารพิษที่รายล้อมรอบตัวเรานั่นเอง
“การล้างพิษ” นับเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพตามวิถีธรรมชาติได้เป็นอย่างดี โดยจะขจัดสารพิษต่าง ๆ ที่คั่งค้างในร่างกายของคนเราออกไป เพื่อให้มีสุขภาพและชีวิตที่สดใสขึ้นโดยธรรมชาติแม้ว่าร่างกายจะสามารถกำจัดสารพิษได้ แต่ผลจากที่ร่างกายต้องรับสารพิษทุกวันและปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขบวนการกำจัดสารพิษต้องทำงานหนักขึ้น จึงอาจทำให้ประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษลดลง สารพิษมีเหลือตกค้างอยู่ในร่างกาย และการที่คนเรามีอาการเหนื่อยง่ายอ่อนเพลีย ง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวัน ผิวพรรณหน้าตาไม่สดใส คลื่นเหียน อาเจียน มึนศรีษะ เบื่ออาหาร มีแผลในปาก มีอาการของภูมิแพ้ต่างๆ หรือเป็นโรคร้ายต่าง ๆ ก็อาจมีสาเหตุจากร่างกายมีสารพิษอยู่มากนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยจึงพยายามที่จะค้นหาหนทางต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับสารพิษให้ร่างกาย และพบว่ามีสารสกัดจากธรรมชาติที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการล้างสารพิษ นั่นคือ เซซามิน สารสกัดที่ได้จากงา มีฤทธิ์ช่วยบำรุงตับ (ตับ-เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ เพราะถือว่าเป็นโรงงานกำจัดของเสียขนาดใหญ่ของร่างกาย) โดยผลการศึกษาพบว่า เซซามิน มีฤทธิ์ป้องกันแอลกอฮอล์ไม่ให้ทำลายตับ และช่วยเพิ่มความเร็วในการกำจัดเอธิลแอลกอฮอล์ออกจากเลือด และยังพบว่ามีฤทธิ์ในการป้องกันตับจากการถูกทำลายด้วยคาร์บอนเตตระคลอไรด์ได้ ซึ่งคาร์บอนเตตระคอลไรด์นี้เป็นสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น อาหาร น้ำ อากาศ และอาจทำให้เกิดมะเร็งตับได้
นอกเหนือจากฤทธิ์ ในการกำจัดสารพิษแล้ว เซซามินยังมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี การเลือกสารสกัดเซซามิน สารอาหารจากธรรมชาติจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดสารพิษในร่างกายเลือกใช้ชีวิตอย่างฉลาด ต้องรู้จักดูแลสุขภาพตัวเองเสียแต่เนิ่นๆ หมั่นล้างพิษให้ร่างกายประจำ ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส เพื่อขีวิตที่สดใสทุกวัน

สูตรล้างพิษ ล้างไขมันในลำไส้

ใช้โยเกิร์ตชนิดจืดครึ่งถ้วยผสมนมสดจืด 1 กล่อง เติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา บีบมะนาว 2 ลูก คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วค่อยดื่ม จะช่วยบำรุงสมอง เพิ่มวิตามิน B และ C มีแคลเซียม ซ่อมแซมกระดูก จุลินทรีย์ตัวดีช่วยย่อยน้ำมันพืช โดยเวลาที่เหมาะสมในการดื่มคือตั้งแต่ตี 5 ถึง 7 โมงเช้า

สูตรล้างพิษด้วยผัก ผลไม้

วิธีการก็คือให้ดื่มน้ำผัก หรือทานผลไม้ชนิดเดียวกันทั้งวัน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ มะเขือเทศ มะละกอ ส้มโอ ฯลฯ ที่สำคัญคือต้องเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน และไม่มีแคลอรีสูง เช่น ไม่ควรเป็นทุเรียน หรือสับปะรดที่มีกรดสูง และอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น หากเลือกมะละกอ อาจเป็นมะละกอสุก มื้อต่อมาอาจเป็นส้มตำ (มะละกอดิบ) หรือน้ำมะละกอได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานเก่าออกมาใช้ สารพิษที่ตกค้างจึงถูกกากใยของน้ำผัก ผลไม้ ขจัดออกมาได้ง่าย
หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้น ให้ดื่มน้ำมะนาวอุ่น 2 ขวด ล้างสารพิษที่ตับขับออกมารวมกันไว้ในลำไส้เล็กตอนต้น เพื่อให้เราถ่ายเอาสารพิษออกมากับอุจจาะ หากไม่ถ่าย สารพิษจะกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม การล้างพิษจะไม่ได้ผล วิธีนี้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ต่อครั้ง

อดล้างพิษใน 1 วัน

การล้างพิษ วิธีนี้สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ห้ามทานเนื้อสัตว์ และจำกัดไม่ให้ร่างกายได้รับพลังงานเกิน 800 กิโลแคลอรี เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก จากนั้นตับจะขับสารพิษออกมา พอวันรุ่งขึ้นหลังตื่นอนให้ดื่มน้ำผสมเกลือ และน้ำมะนาว เพื่อให้สารพิษขับออกมาพร้อมกับการขับถ่าย

ล้างพิษด้วยการทาน 2 มื้อ

วิธีนี้ให้ทานอาหารเช้าและกลางวันตามปกติ ส่วนในมื้อเย็นให้ทานผลไม้ที่ไม่หวานจานเล็ก ๆ แทน

ดื่มน้ำเปล่าแทนการดื่มกาแฟ น้ำอัดลม

หลังจากตื่นนอนตอนเช้า ให้ดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำสมุนไพรอุ่น ๆ และดื่มไปทั้งวันแทนเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในระบบของเหลวในร่างกาย ด้วยการขับออกมาทางเหงื่อ ปัสสาวะ ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบน้ำเหลืองทำงานดีขึ้น

ล้างพิษด้วยน้ำซุปผัก

นำหอมใหญ่ 2 หัว, ผักชีฝรั่ง 1 กำเล็ก ๆ, แครอท 3 หัว, กระเทียม 1 กลีบ และเซเลอรี่ 3 ก้าน มาต้มรวมในหม้อ แล้วเติมน้ำ 6-8 ถ้วยจนท่วมผัก ตั้งไฟจนเดือดแล้วหรี่ไฟอ่อนต้มต่ออีก 30 นาที เมื่อเสร็จให้กรองเอาแต่น้ำซุปใช้ดื่มตลอดช่วงล้างพิษ โดยช่วงนี้ห้ามดื่มน้ำผลไม้คั้นสด 1 ชั่วโมงก่อนหรือหลังดื่มน้ำซุปผักเด็ดขาด เพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้อย่างเต็มที่

การทำDetox ด้วยตัวเองภายใน 1 วัน

คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย
หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 kcal เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า
1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้
2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละกอสุก หรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด
3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้
4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป
5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป

คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย
หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 kcal เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า
1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้
2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละกอสุก หรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด
3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้
4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป
5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป

วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว

อุปกรณ์
  1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
  2. มะนาว 4 ลูก
  3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน
วิธีทำ
  1. ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน
  2. มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
  3. หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคือ อาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้
กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง


          หรือถ้าคุณคิดว่าวิธีนี้มันยุ่งยากเกินไปสำหรับคุณ วันนี้เรามีผลิตภัณฑ์ Detox ที่ง่ายและรวดเร็วมากกว่า  มามอบให้กับทุกท่านค่ะ
          +ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ Herbal Wave (Organic Herbal Fruit Drink) คือ เครื่องดื่มเอนไซม์น้ำผลไม้ สกัดจากผลไม้ผสมสมุนไพรกว่า 20 ชนิด (เลขที่ อย. 70-1-52347-2-0012)








เครื่องดื่มเอนไซม์น้ำผลไม้ที่ผ่านการคัดสรรสมุนไพรและผลไม้นานาชนิด ณ ดินแดนธรรมชาติ ติดเขตอนุรักษ์ทุ่งใหญ่นเรศวร แหล่งวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของเ­มืองไทย นำมาผ่านกระบวนการผลิตด้วยคุณภาพระดับสากล ซึ่งวิจัยและคิดค้นโดยนักวิชาการเยอรมัน โดยใช้นวัตกรรมใหม่ระบบ Freeze dry และผ่านจุดเยือกแข็งในอุณหภูมิ - 20 องศา Defusion System และนวัตกรรมนี้ทำให้เครื่องดื่มน้ำผลไม้ผส­มสมุนไพร ตรา เฮอบัลเวฟ คงไว้ซึ่งคุณค่าและวิตามินอย่างครบถ้วน
สรรพคุณโดยรวม:- ต่อต้านหรือทำลายอนุมูลอิสระ- ช่วยกำจัดและขับล้างสารพิษที่สะสมอยู่ในร่­างกายด้วยระบบวิธีธรรมชาติ (Detoxification)- ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย และยังช่วยกระตุ้นและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ­ของเซลล์ในร่างกาย- ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส กลับมามีชีวิตชีวา- ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น (Digestion System)- ปรับความสมดุลในร่างกาย (Body Balance)-ควบคุมน้ำหนัก-บำรุง ตับ ม้าม ไต กระเพาะอาหาร





หากลูกค้า ท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลมาทางอินบ็อกซ์ได้นะคะ
หรือจะโทรมาสอบถามที่เบอร์:
Tel. 085-2279446 คุณอ้อย

Line ID: jobsfreedom
หากต้องการทราบข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมเข้าไปดูข้อมูลได้ที่เว็บไซด์ด้านล่างนี้เลยค่ะ Website: 
www.shopingsabai.lnwshop.com
Facebook :
https://www.facebook.com/jobs.freedom.1

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

!คุณสาวๆ รู้หรือไม่คะว่าการล้างหน้าที่ถูกต้องควรทำอย่างไรบ้าง


วิธีล้างหน้าที่สาวๆควรหัดทำให้ชินเป็นประจำ

          ก่อนที่จะเริ่มล้างหน้าก็ต้องเตรียมอุปกรณ์กันก่อนนะคะ ไม่ใช่ว่าแค่น้ำเปล่า หรือโฟมล้างหน้าเท่านั้นจะทำให้หน้าสะอาดได้นะคะ ถ้าใครแต่งหน้า หรือแค่มีครีมกันแดดปะอยู่บนหน้าแล้วล่ะก็ ควรล้างหน้าด้วยขั้นตอนต่อไปนี้


ขั้นตอนแรกคือการลบพวกเมกอัพถาวรออกไปก่อน

ด้วยการนำสำลีแผ่นชนิดรีดขอบชุบน้ำยากให้ชุ่มแล้วแปะไว้ที่บริเวณดวงตาและปาก 3-5 นาที


       Q : ทำไม makeup remover หรือบางชื่อคือ eye & lip remover ถึงมีความสำคัญ?

A : ก็เพราะว่า ส่วนผสมของเครื่องสำอางบางตัว ไม่สามารถทำความสะอาดได้เพียงแค่ส่วนผสมของน้ำมันน่ะสิ....การใช้ makeup remover ทำให้ขนตาไม่ร่วง ไม่หัก แล้วก็ช่วยถนอมผิวบริเวณรอบดวงตาไม่ให้ถูกเช็ดถูอย่างแรง จากการพยายามเยื้อมาสคาร่าออกจากขนตา.......ส่วนการใช้ makeup remover แปะที่ริมฝีปากในกรณีที่ทาลิปสีเข้มๆ ก็เพื่อ ช่วยให้เม็ดสีพิกเม้นท์ไม่ตกค้างที่บริเวณปากซึ่งจะมีผลทำให้ริมฝีปากคล้ำนั่นเองจ้า



ขั้นตอนที่ 2 จะเป็นการทำความสะอาดเครื่องสำอางประเภทครีม แป้ง และสิ่งตกค้างที่อาจอุดตันรูขุมขน ซึ่งเป็นบ่อเกิดของสิว ขั้นตอนนี้จะใช้ makeoff ประเภท cleasing balm / cleasing oil / cleasing milk แล้วแต่สภาพผิวและความชอบ นวดวนประมาณ 5-15 นาที ให้ไขมันจาก cleasing แตกตัวไปดึงให้สิ่งสกปรกลอยขึ้นมาจากผิว ถ้าเป็น cleansing oil บางยี่ห้อ จะใช้น้ำหยดลงไปให้ oil กลายเป็นสีน้ำนมแล้วนวด จะช่วยให้พวก makeup ออกง่ายขึ้นค่ะ ซึ่งการนวดในขั้นตอนนี้อย่างต่อเนื่องสามารถช่วยลดสิวในกรณีสิวเสี้ยนบึ้มได้อีกด้วยจ้า....... ขั้นตอนที่ 2 นี้ต้องล้างออกด้วยน้ำสะอาดเยอะๆ ค่ะ ** ป้าโฮกสั่งให้มาเพิ่มเรืองการใช้ Cleansing Milk อีกนิดว่าให้นวดจากครีมสีขาวๆ ให้แตกตัวกลายเป็นน้ำมันใสๆ ก่อนอ่ะ เพราะสาวๆ ส่วนใหญ่ไม่นวดถึงจุดนั้น แล้วเช็ด หรือ ล้างหน้าต่อเลย ทำให้เครืองสำอางยังตกค้าง ไม่สะอาด อาจเป็นที่มาของการเป็นสิวอุดตัน จากนั้นก็ให้เช็ดด้วยกระดาษเช็ดหน้า หรือ เช็ดออกด้วยสำลี สปองชีท หรือ ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำอุ่น แล้วค่อยล้างด้วยโฟมจ้า



ขั้นตอนที่ 3 คือการล้างทำความสะอาดทั่วไป เพื่อเพิ่มความสดชื่น และล้างคราบไขมันจากขั้นตอนที่ 2 ออก ในขั้นตอนนี้สามารถใช้ล้างเดี่ยวๆ ได้ในกรณีที่อยากล้างหน้าระหว่างวัน ร้อน ล้างคราบเหงื่อเท่านั้นค่ะ.... 
-อุปกรณ์ที่ใช้สามารถพบเจอได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันคือ สบู่ล้างหน้า ทั้งชนิดก้อน สบู่เหลว โฟม และเจล ก็เลือกกันไปตามสภาพผิวและความถนัด.... 
-เสร็จแล้วล้างน้ำเปล่าเยอะๆ ก่อนจบด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน ถ้าใครชอบโทนเนอร์ก็สามารถใช้ต่อจากขั้นตอนนี้เพื่อเตรียมผิวสู่ขั้นตอนดูแลผิวต่อไปได้เลยค่ะ 



ขั้นตอนที่ 4 จะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์พวกโทนเนอร์   "โทนเนอร์" มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ผิวหน้าของเราดูดีขึ้นได้มากเลยทีเดียวล่ะค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราลองมาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าโทนเนอร์มีหน้าที่ทำอะไรได้บ้าง

โทนเนอร์ หรือโลชั่น เช็ดผิวนั้น จะใช้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำความสะอาดผิวหน้า หน้าที่หลักของ โทนเนอร์ คือ ชำระทำความสะอาดสิ่งสกปรกในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้เราแน่ใจว่าผิวหน้าสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกตกค้างจริงๆ 
(ลองสังเกตดูที่สำลีที่เราชุบโทนเนอร์แล้วนำมาเช็ดหน้าสิคะ จะมีคราบสกปรกติดอยู่ ทั้งๆ ที่เราก็ล้างหน้าแล้ว)

      นอกจากนี้ โทนเนอร์ ยังช่วยปรับสมดุลของผิว ช่วยลดความมัน และ กระชับรูขุมขน ในคนที่มีผิวมัน รูขุมขนกว้าง หรือเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวในคนที่มีผิวแห้งหลังการล้างหน้าด้วยค่ะ  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของ โทนเนอร์ที่เราเลือกใช้ด้วยนะคะ

    แล้วทำไมโทนเนอร์ถึงมีคุณสมบัติพิเศษกว่าน้ำที่เราใช้ล้างหน้า? ... ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า โทนเนอร์ ไม่ใช่แค่น้ำธรรมดา แต่เป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อให้สะอาดที่สุดเพื่อเหมาะใช้กับผิวหน้า เป็นน้ำสุดท้ายที่สะอาดที่สุด จึงเป็นที่มาว่าทำไมโทนเนอร์ จึงสามารถช่วยทำความสะอาดผิวได้ และเมื่อผิวหน้าสะอาดหมดจดแล้ว ไม่มีสิ่งอุดตันตรงรูขุมขนผิว ก็สามารถดูดซึมสารสำคัญในขั้นตอนบำรุงได้ดีขึ้นค่ะ   
   ส่วนวิธีการเลือกใช้โทนเนอร์นั้น ก็เพียงแค่เลือกให้เหมาะกับสภาพผิวหน้าของเราค่ะ ... โดยทั่วไปโทนเนอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 
-โทนเนอร์ ขจัดสิ่งสกปรก เช่น น้ำมันส่วนเกิน ฝุ่นละออง หรือ เมคอัพตกค้างที่คลีนเซอร์ล้างออกไม่หมด 
-โทนเนอร์ บำรุงผิวซึ่งมีวิตามิน เกลือแร่ และสารบำรุงความชุ่มชื้นผิว

    น้องๆ ที่มีผิวธรรมดา - ผิวผสม – ผิวมัน ... ควรเลือก โทนเนอร์ ที่ช่วยขจัดความมันและสิ่งสกปรก ลดการอุดตันรูขุมขน ต้นเหตุของการเกิดสิว
   น้องๆ ที่มีผิวธรรมดา – ผิวแห้ง ... ควรเลือกโทนเนอร์ที่มีคุณสมบัติบำรุงผิว มอบความชุ่มชื้นให้ผิว ปราศจากสิ่งสกปรกเวลาที่น้องๆ ใช้โทนเนอร์นั้น ควรใช้สำลีแบบแผ่นในการชุบโทนเนอร์เพื่อนำมาเช็ดหน้า เพราะจะอ่อนโยนกว่าการใช้ทิชชู่ (น้องๆ ที่มีผิวแพ้ง่ายไม่ควรใช้ทิชชูเช็ดหน้านะคะ) และ ควรเช็ดโทนเนอร์หลังล้างหน้าใหม่ๆ วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น 

เวลาเช็ดหน้าควรเช็ดที่ละครึ่งหน้าเพื่อที่จะได้ทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึงค่ะ

และอีกสิ่งสำคัญที่น้องๆ ควรคำนึงถึงก็คือ น้องๆ ควรจะทดสอบก่อนนะคะว่าเราแพ้โทนเนอร์นั้นรึเปล่า ซึ่งก็ทำได้โดยลองใช้โทนเนอร์เช็ดตรงท้องแขนก่อน ถ้าแพ้ก็จะเห็นผลทันที หรือ ถ้ายังไม่มั่นใจ ก็ให้ทดลองเช็ดโทนเนอร์ที่ท้องแขน เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ และ ลองสังเกตว่า ผิวตรงท้องแขนของเรามีรอยแดงแสบหรือเปล่า 



     




เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำความสะอาดผิวแล้วล่ะค่ะ ... เห็นรึเปล่าล่ะคะว่า การทำความสะอาดผิวหน้าแบบถูกวิธีนั้นสำคัญแค่ไหน และถ้าน้องๆ อยากจะแน่ใจว่าเราทำความสะอาดผิดหน้าได้ถูกวิธีและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจริงๆ






  ด้วยรักและห่วงใยจากเรา
          http://fuco-beauty.webiz.co.th




!คุณรู้หรือไม่ว่าครีมกันแดดที่ดีต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

ครีมกันแดด ควรเลือกซื้อ-เลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับตัวเรา



          ร้อน ร้อน ร้อน อากาศร้อน ๆ แบบนี้ ออกไปไหนก็ต้องเผชิญกับแสงแดดแรงจัดกันได้ทุกวัน เล่นเอาหลายคนผิวไหม้ หรือคล้ำกันไปเลยทีเดียว จนงานนี้หลายคนถึงกับต้องมานั่งกุมขมับ เพราะทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านแล้ว แต่กลับยังคล้ำอยู่อย่างนั้น

          วันนี้
กระปุกดอทคอมก็เลยหยิบเอาวิธีเลือกซื้อครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพการใช้งานมาฝาก แถมท้ายด้วยวิธีใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง เพื่อจะปกป้องผิวของคุณสาว ๆ ได้อย่างไรล่ะคะ พร้อมแล้วไปดูกันเลย วิธีเลือกซื้อครีมกันแดด 



1.ดูค่า SPF 

          ก่อนอื่นเลยคุณสาว ๆ ต้องดูค่า SPF ก่อนเลยค่ะว่า ครีมกันแดดยี่ห้อนั้นสามารถป้องกัน UVB ได้กี่เท่า ซึ่งครีมกันแดดที่ดีควรจะป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB 

          สำหรับ UVA นั้น เป็นรังสีที่ทำให้เซลล์ผิวเสียหายจนเป็นรอยเหี่ยวย่นได้ แต่ยังไม่มีค่ามาตรฐานกำหนด ปัจจุบันจึงนิยมใช้ PA และเครื่องหมาย + เป็นตัวบอก โดยควรเลือกครีมกันแดดที่ระบุว่า PA++ ขึ้นไป

          ส่วน UVB นั้น เป็นครีมกันแดดที่ป้องกันอาการแพ้ แดง แสบ และไหม้ของผิวหนัง โดยปกติคนไทยมีผิวคล้ำ ซึ่งเม็ดสีสามารถป้องกัน UVB ได้บ้างแล้ว ดังนั้นควรเลือกครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 15 ก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะ


 2.ดูส่วนผสมอื่น ๆ เพิ่มเติม

          สาว ๆ หลายคนมักจะเลือกใช้ครีมกันแดด SPF สูง ๆ เช่น SPF 50, SPF60 แต่รู้หรือไม่คะว่า บางครั้งสารกันแดดที่อยู่ในครีมกันแดด ก็อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพดีเท่าที่ควรนะคะ ส่วนผสมในตัวครีมก็สำคัญไม่น้อยเช่นกันค่ะ สาว ๆ ควรเลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ ซิงก์อ๊อกไซด์, ไททาเนียมไดออกไซด์, อโวเบนโซน หรือเม็กโซริล จะดีที่สุด


3.เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน 

          สาว ๆ ออฟฟิศ ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงเกินไปหรอกนะคะ เลือกเพียง SPF 15 ก็เพียงพอแล้ว ส่วนคนที่ชอบเล่นกีฬา หรือต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ ทำให้มีเหงื่อออกได้ง่าย ควรเลือกครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป และกันน้ำได้ (Water Proof หรือ Water Resistance) จะช่วยปกป้องได้ดีกว่า ส่วนสาว ๆ ที่จะลงว่ายน้ำ หรือไปชายทะเล ควรใช้ครีมกันแดดค่า SPF 30 ขึ้นไปเช่นกัน และทาซ้ำทุก 1 ชั่วโมง ที่สำคัญ ควรทาครีมก่อนลงน้ำครึ่งชั่วโมงจึงจะได้ผลค่ะ


4.ราคาหรือยี่ห้อไม่สำคัญ 

          ขอเพียงมีคุณสมบัติครบแล้วก็ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองก็เพียงพอแล้วค่ะ 


5.สีผิวของแต่ละคน

          สาว ๆ ที่มีผิวขาว ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่าปกติเล็กน้อย เพราะผิวขาวจะไวต่อการรับแสงแดดมากกว่าคนผิวคล้ำนั่นเอง โดยควรเลือกดังนี้

          ผิวขาวแบบชาวยุโรป เป็นผิวบางมาก เกิดผิวไหม้ง่ายมากหลังสัมผัสกับแสงแดด ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ (SPF 45-60)

          ผิวขาวอมชมพูแบบคนเอเชีย เป็นผิวที่บอบบางมาก เกิดผิวไหม้ได้ไว ทำให้ผิวเป็นสีแทนได้ ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ค่อนข้างสูง (SPF 30-45)

          ผิวขาวเหลืองในคนเอเชีย ผิวชนิดนี้บอบบางแต่ยังมีเมลานินอยู่บ้าง จึงสามารถทนต่อแสงแดดได้ดีกว่าผิว 2 ชนิดแรก ควรเลือกครีมกันแดดชนิดที่มีค่า SPF ปานกลาง (SPF30)

          ผิวคล้ำ เป็นมีเมลานินสูง ไม่เกิดการไหม้ ไม่เกิดสีแทน จึงควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ต่ำ (SPF 15) ก็เพียงพอแล้ว


วิธีทดสอบการแพ้ครีมกันแดด

          หากต้องการทดสอบว่า เราแพ้ครีมกันแดดยี่ห้อไหน ให้ลองทาครีมกันแดดบริเวณใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วสังเกตว่ามีอาการบวม แดงหรือไม่ ถ้าปรากฏอาการดังกล่าวแสดงว่าแพ้สารเคมีชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามคนบางประเภท (delay sensitivity) อาจจะใช้เวลานานกว่าจะปรากฏอาการแพ้ จึงควรรอดูอาการถึง 24 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมง จึงจะสรุปได้ว่าไม่มีอาการแพ้จริง ๆ 

















วิธีใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง

          เมื่อคุณสาว ๆ เลือกซื้อครีมกันแดดได้ตรงใจแล้ว เราก็มาดูกันต่อเลยว่า ควรจะใช้ครีมกันแดดอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการใช้ครีมกันแดด ก็คือ


1.จำนวนครั้งที่ทาต่อวัน 

          สาว ๆ ต้องคำนึงถึงเรื่องระยะเวลาในการป้องกันแดดของครีมกันแดดด้วย ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น และประสิทธิภาพก็จะค่อย ๆ ลดลง ทำให้ผิวคุณก็จะได้รับ UVA และ UVB เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดให้ได้ทุก ๆ 2 ชั่วโมงนะคะ ยิ่งหากคุณไปเที่ยวทะเล หรือออกแดดนาน ๆ ควรต้องให้ความสำคัญกับการทาครีมกันแดดให้มากเลยค่ะ แต่ถ้าคุณสาว ๆ ทำงานเพียงแค่อยู่ในห้องแอร์ หรือออฟฟิศ ทาเพียงวันละครั้งก็เพียงพอแล้วค่ะ


2.ปริมาณของครีมกันแดดที่ควรใช้

          ด้วยราคาของครีมกันแดดที่ค่อนข้างสูง ทำให้สาว ๆ หลายคนใช้ในปริมาณที่น้อยนิด ไม่มากพอต่อการกันแดดในแต่ละวัน แต่สาว ๆ รู้ไหมคะว่า ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผิวหน้าและคอ คือปริมาณ 1 ช้อนชาเลยนะคะ ส่วนครีมกันแดดที่ใช้กับแขนและขา ปริมาณที่เพียงพออยู่ที่ 1 ช้อนโต๊ะค่ะ 


3.อย่าลืมป้องกันตัวเองด้วย 

          เนื่องจากครีมกันแดดไม่ได้ป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงควรเลี่ยงแดดควบคู่ไปด้วย หรือหาอุปกรณ์ในการป้องกันแดดมาเป็นตัวช่วย เช่น หมวก แว่นตา ร่ม เสื้อแขนยาว เป็นต้น


4.วิธีทาครีมกันแดด

           วิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้องควรทาบาง ๆ และเกลี่ยให้ทั่ว ๆ ไม่ควรทาย้อนขึ้นย้อนลง เพราะจะทำให้ครีม หลุดลอกได้ง่าย และภายหลังจากออกแดดแล้ว ควรอาบน้ำ ล้างหน้าให้สะอาด และทามอยส์เจอร์ และครีมบำรุงผิวทันที


          ได้รู้อย่างนี้แล้ว สาว ๆ ก็พอจะเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ครีมกันแดดมากขึ้นแล้วใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้น เราก็มาเลือกใช้ครีมกันแดดให้ถูก และใช้ครีมกันแดดให้ถูกวิธี เพื่อผิวสวยจะได้ไม่ถูกแสงแดดทำร้ายกันดีกว่า

!คุณรู้หรือไม่คะว่ายาสีฟันที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ?ทำไมต้องมีคำเตือนเขียนเอาไว้ว่าห้ามกลืนด้วยล่ะคะ

ความรู้เรื่องยาสีฟันที่ผสมสาร Fluoride 




 













 
คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมยาสีฟันที่มีผสมฟลูโอไรด์ต้องมีคำเตือนแปะอยู่ข้างหลอดว่าห้ามกลืน???***
ถ้าใครเผลอกลืนต้องรีบพบแพทย์!! อะไรก็ตามที่ทำมาให้ใช้ได้ในปาก มันควรที่จะปลอดภัยมากกว่าเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคไม่ใช่หรือ? 
โดย เฉพาะยาสีฟันที่เราเอาใส่ปากเป็นสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายทุกๆวัน บางคนอาจคิดว่าคนเขียนนี่วิตกจริตฟุ้งซ่านไปมั้ยยะ ไม่มีใครเค้าโง่กลืนยาสีฟันหรอก แค่ใส่ปากแปรงๆแล้วก็บ้วนทิ้่ง โอเค ก็จริงอยู่ที่ไม่มีใครกลืนมันแบบตั้งใจ แต่มีใครแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์บ้างล่ะ ว่ามันไม่ได้แอบตกค้างอยู่ตามซอกฟันซอกเหงือกให้คุณกลืนลงท้องทั้งคืน บวกกับอีกรอบตอนเช้า โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อาจจะกลืนมันลงไปโดยไม่ตั้งใจถ้าไม่มีผู้ปกครองดูแล เชื่อหรือไม่ว่าฟลูโอไรด์เพียง 200 มิลลิกรัม หรือปริมาณยาสีฟันบีบออกมาเท่ากับความยาวของแปรงสีฟันนั้นสามารถฆ่าเด็กเล็ก ได้เลย และฆาตกรตัวจริงไม่ใช่ยาสีฟันแต่คือฟลูโอไรด์เพียวๆเลยหล่ะ จากรายงานของสมาคมศูนย์ควบคุมพิษอเมริกาบอกว่า ในปี 1994 มีคนตายจากฟลูออไรด์ที่ผสมในอาหารเสริมแล้วด้วย! Fluoride Alert .Org 

          นอกจากมันจะทำฟันคุณหมดสวย เป็นโรคกระดูกพรุน และเสี่ยงเป็นมะเร็งแล้ว ฟลูโอไรด์ยังทำให้คุณโง่ด้วย!! ไม่ได้มั่วค่ะ เพราะเคยมีนักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองผสมฟลูโอไรด์ในน้ำของค่ายกักกันที่รัซ เซียในยุคคอมมิวนิสต์และอีกที่ในช่วงยุคนาซีที่เยอร์มัน จุดประสงค์ในการทดลองก็เพื่อจะดูว่าถ้านักโทษผู้โชคร้ายทั้งหลายกินน้ำผสม ฟลูโอไรด์เข้าไปแล้วนักโทษจะเป็นยังไง ผลปรากฎว่าอารมณ์รุนแรงของนักโทษลดลงอย่างเห็นได้ัชัด เปลี่ยนจากนักโทษโหดๆเป็นแมวหง่าวนั่งหงอย ไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้างใดๆ ไม่ยกพวกตีกันเหมือนก่อน เอ๊ะ ฟังแล้วดูเหมือนจะดีใช่มั้ย แต่ความจริงแล้วมันน่ากลัวซะมากกว่า เพราะว่าฟลูโอไรด์มันมีผลโดยตรงต่อสมองน่่ะสิ โดยมันเข้าไปทำลายต่อมไพนีล (Pineal gland)หรือเรียกดวงตาที่ 3 ที่ทำหน้าที่ควบคุมร่างกาย โดยทำงานร่วมกับต่อมไฮโปทารามัส (Hypothalamus) ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารณ์ต่างๆ เช่นความหิว ความกระหาย ความต้องการทางเพศ ความคิดสร้างสรรค์ และเป็นเหมือนนาฬิกาชีวิตซึ่งควบคุมอายุของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อต่อมนี้โดนทำลายมันจึงทำให้ต้อแต้หมดแรงจูงใจ ขาดความคิดริเริ่ม เป็นตัวลดไอคิว ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ และเนื่องจากการทดลองที่ประสบความสำเร็จของรัฐบาลครั้งนั้น ปัจจุบันนี้ฟลโอไรด์เลยมาอยู่ในยาสีฟันให้เราใช้กันทุกวัน เปรียบได้กับอาวุธของรัฐบาลในการทำให้ประชาชนโง่และเป็นการควบคุมประชากรไป ในตัว ในบางประเทศอย่างไอร์แลนด์ อเมริกา ถึงกับโดนมัดมือชกให้กินน้ำผสมยาพิษฟลูโอไรด์กันเลยทีเดียวโดยผสมมันลงในน้ำ ประปาสาธารณะมันซะเลย โดยอ้างว่าหวังดีอยากป้องกันโรคฟันผุให้ประชาชน แต่มีการพิสูนจน์แล้วโดยเปรียบเทีียบสุขภาพฟันของคนอังกฤษและอเมริกัน ปรากฎว่าสุขภาพฟันไม่ต่างกันเลยทั้งๆที่น้ำในประเทศอังกฤษไม่มีการฟลูโอไรด์ ลงในน้ำ การกระทำที่ีมีนัยยะแอบแฝงแบบนี้เลยสร้างความไม่พอใจให้หลายๆคนในหลายประเทศ ที่ไม่เต็มใจจะโดนวางยาพิษในน้ำก๊อกที่ทำให้โง่และเป็นโรค แถมการเอาน้ำไปต้มให้เดือดก็ไม่ได้ช่วยอะไรยกเว้นเพิ่มความแรงของสารพิษให้ สูงขึ้นอึก 7 เท่าตัว 
Tap water - it can lower IQ and cause cancer 

          น่าเศร้ากว่าเดิมเมื่อรู้ว่าฟลูโอไรด์ยังถูกใช้ผสมในยารักษาโรคจิตเวช อย่างโรคซึมเศร้า เคยอ่านเจอในเว็ปพันทิพย์ว่ามีผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าได้รับยาชื่อ Fluoxetine หรือเรียกอีกอย่างว่าโปรแซคที่มีส่วนผสมหลักคือฟลูโอไรด์ที่ใส่ลงไปถึง 94% หลังจากเค้ากินยานี้ไปก็มึนหัวและไม่อยากอาหารจนต้องเลิกกินยาตัวนี้ไป เฮ้อ นอกจากจะไม่ได้ช่วยรักษายังทำให้แย่หนักกว่าเก่า นี่ถือว่าบ้านเรายังโชคดีอยู่(มั้ง) ที่น้ำประปายังไม่มีการผสมฟลูโอไรด์ ส่วนไอ้ที่อยู่ในยาสีฟันนั้นน่ะ เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะค่ะ อย่างเฟิร์สเองเวลาซื้อยาสีฟันก็จะเลือกเอาที่ไม่มีส่วนผสมฟลูโอไรด์ อย่างยาสีฟันสมุนไพรต่างๆนั้นไม่มีฟลูโอไรด์ผสมนะคะ เฟิร์สเองก็ใช้อยู่ดอกบัวคู่ อิอิ ส่วนใครที่ยังใช้ยาสีฟันแบบผสมฟลูโอไรด์อยู่และคิดว่าเรื่องนี้มันยากที่จะ เชื่อ ลองศึกษาค้นขว้าเองสิคะ แต่ถ้าถามเฟิร์ส เฟิร์สคิดว่าถึงเวลาเปลี่ยนยี่ห้อยาสีฟันแล้วล่ะค่ะ โดยเฉพาะยิ่งถ้าคุณมีลูกที่ยังเล็ก ยิ่งไม่ควรให้ลูกใช้เพราะมันส่งผลต่อสมองของเด็กที่ควรจะได้รับการพัฒนา มากกว่าโดนทำลายด้วยยาฆ่าหนูในยาสีฟันนะคะ Fluoride and Consciousness





     ด้วยรักและห่วงใยจากเรา
 http://fuco-beauty.webiz.co.th

!คุณรู้หรือไม่ว่าผงซักฟอกที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ คือตัวการก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย..จริงหรือไม่..?

ผงซักฟอกกับปัญหาน้ำเน่าเสีย ?.!

 

 หลายๆ พื้นที่ภาวะน้ำท่วมคลี่คลายลงแล้วมีรายงานข่าวการใช้ผงซักฟอกช่วยทำความสะอาด อาคาร บ้านเรือน สิ่งของ เครืองใช้ พื้นถนน ฯ กำจัดคราบไคลสิ่งสกปรก ปล่อยน้ำชะล้างไหลลงสู่น้ำท่วมขังที่ยังไม่แห้งสนิท รวมทั้งแม่น้ำลำคลองธรรมชาตินั้น จะก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียมากยิ่งขึ้น...จริงหรือไม่..?

ด้วยเหตุที่ผงซักซักฟอก (detergen) ประกอบด้วยฟอสฟอรัส (phosphorous) ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญของพืชและสัตว์ เป็นธาตุที่จำเป็นสำหรับการสร้างกระดูกและฟันที่สมบูรณ์แข็งแรง ส่วนในพืชและสัตว์พบว่าฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบของ DNA, RNA และ Adenosine Tri-phosphate หรือ ATP ซึ่ง ATP เป็นแหล่งพื้นฐานของพลังงานที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเซลล์ รวมทั้งฟอสฟอรัสยังเป็นส่วนประกอบของปุ๋ยสำหรับพืช (plant fertilizers) อีกด้วย โดยช่วยเสริมสร้างการเจริญของราก กิ่ง ลำต้น ใบ ดอก และผล

คราบไคลสิ่งสกปรก ?

แบ่งกว้างๆ เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเกิดจากดิน โคลน สารเคมี น้ำมัน ไขมัน การย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ ฯลฯ และกลุ่มที่สองเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กโดยเฉพาะที่มาจากน้ำและดิน เช่น  ตะไคร่น้ำ มองเห็นเป็นคราบสีเขียว สีน้ำตาล จนถึงสีดำ ฯลฯ ตะไคร่น้ำเป็นกลุ่มของสาหร่ายเซลล์เดียวหลายชนิด จัดเป็นพวกแพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) มีหลายชนิด เช่น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ไฟลัม Cyanophyta (Blue-green algae) หรือเรียกว่า Cyanobacteria สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงเนื่องจากมีคลอโรฟิลล์ ชนิด เอ (chlorophyll a) อยู่ในคลอโรพลาสต์ (chloroplast) สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น หิน ดิน ทะเลทราย และแหล่งน้ำทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำพุร้อน ส่วนมากมีสีเขียวแกมน้ำเงิน แต่บางชนิดมีสีแดง สีม่วง สีเขียว สีน้ำตาล และสีดำ ในสภาวะปกติมีการสืบพันธุ์แบบอะไมโตซิส (amitosis) ในลักษณะหักเป็นท่อน (fragmentation) และในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมจะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศด้วยวิธีสร้างสปอร์ซึ่งทนทานต่อความแห้งแล้งจึงไม่แปลกใจเลยที่พื้นปูนที่เมื่อก่อนขาวสดใสหลังฝนตกบ่อยๆ หรือมีน้ำท่วมขัง จะมีจิตรกรนิรนามวาดรูปตกแต่งสีเขียวให้ดูเพลินๆ นั่นคือ สปอร์เจริญเติบโตเป็นตะไคร้น้ำ....การดำรงชีวิตมี 2 ลักษณะ คือ พวกที่ไม่เป็นเส้นสาย (Non-filamentous form หรือ unicellular cyanobacteria) ส่วนใหญ่มีรูปร่างเป็นทรงกลม (coccoid form) พบทั้งที่เป็นเซลล์เดี่ยว และอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน (palmelloid colonies) ที่มีเมือกหุ้ม และพวกที่เป็นเส้นสาย (Filamentous form) กลุ่มนี้เซลล์จะเรียงต่อกันเป็นเส้นสายเรียกว่า trichome มีเมือกหุ้ม (mucilaginous sheath) ด้วยเหตุที่มีเมือกหุ้มนี้เองทำให้ลื่นหกล้มและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย นอกจากนี้สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินบางชนิดสามารถตรึงไนโตรเจนได้ หลังจากเซลล์ตายลงจะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นปุ๋ยช่วยในการเจริยเติบโตของพืชน้ำชนิดอื่นๆ ถ้าเป็นที่อับชื้นในที่มืดหรือแสงน้อยจะพบ "เชื้อรา (fungi)" ได้อีกด้วย โดยที่สปอร์ของเชื้อราจะเป็นอันตรายมากต่อคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ อาจทำให้เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ สำหรับบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะคราบไคลสิ่งสกปรกที่ไม่ใช่เชื้อราซึ่งจะนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป

ผงซักฟอก  คืออะไร ?ผงซักฟอกเป็นสารซักล้างที่ผลิตขึ้นมาใช้แทนสบู่ มีสารลดแรงตึงผิว (surfactant) ชนิดสังเคราะห์และ/หรือชนิดธรรมชาติเป็นส่วนประกอบหลัก เป็นเกลือโซเดียมซัลโฟเนตของไฮโดรคาร์บอน เช่น Sodium dodecylbenzenesulfonate สูตรเคมี C12H25C6H4SO3Na อยู่ในรูปผงเม็ดเล็กๆ หรือเกล็ดอัดขึ้นรูป กึ่งแข็งกึ่งเหลว อาจเป็นแท่ง หรือลักษณะอื่นๆ แต่ไม่มีลักษณะเป็นของเหลว ผงซักฟอกมีสมบัติชำระล้างสิ่งกปรกทั้งหลายได้เช่นเดียวกับสบู่ ผงซักฟอกมีส่วนประกอบของฟอสฟอรัสในรูปเกลือฟอสเฟต (phosphate ; PO43-)

ผงซักฟอกทำความสะอาดสิ่งสกปรกได้อย่างไร ?
โครงสร้างโมเลกุลของผงซักฟอกประกอบด้วยทั้งส่วนที่มีขั้วและไม่มีขั้ว (amphiphilic) เหมือนกับลักษณะโมเลกุลของไขมัน ส่วนมีขั้ว (polar) เป็นหมู่ซัลโฟเนต (sulfonate ; SO3- Na+) ชอบน้ำ (hydrophilic) และส่วนไม่มีขั้ว (non-polar) เป็นหมู่ไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon ; CnH2n+2) ไม่ชอบน้ำ (hydrophobic)  เมื่อผงซักฟอกละลายในน้ำจะเกิดโครงสร้างแบบไมเซลล์ (micelle) โดยที่ด้านที่ชอบน้ำจะหันมาข้างนอกส่วนด้านที่ไม่ชอบน้ำจะอยู่ในกลายเป็นโมเลกุลวงกลม เมื่อผงซักฟอกพบคราบไขมันสิ่งสกปรก จะเข้าไปเอาด้านไม่ชอบน้ำจับไขมันไว้แล้วพาคราบไขมันออกมาจากพื้นผิว ทำให้สามารถชะล้างสิ่งปรกออกไป
 
ชนิดของผงซักฟอกผงซักฟอกแบ่งตามสารลดแรงตึงผิว 4 ประเภท
( 1 )  ผงซักฟอกประเภทแอนอิออนิก (anionic detergents) มีสารลดแรงตึงผิวเป็นไอออนลบ เช่น alkyl benzene sulfonates สามารถชำระล้างคราบสกปรกประเภทดินโคลนออกจากผ้าฝ้ายและเส้นใยธรรมชาติอื่นๆ ได้ดีในน้ำอุ่น
( 2 )  ผงซักฟอกประเภทแคทอิออนิก (cationic  detergents) มีสารลดแรงตึงผิวเป็นไอออนบวกของ NH+ เช่น quaternary ammonium
( 3 )  ผงซักฟอกประเภทนันอิออนิก (nonionic  detergents) มีสารลดแรงตึงผิวเป็นสารที่ไม่เกิดการแตกตัวเป็นไอออน เช่น polyoxyethylene หรือไกลโคไซด์ (glycoside :- octyl-thioglucoside, maltosides) มีฟองน้อย ทำงานได้ดีในทุกสภาพน้ำ ไม่จำเป็นต้องเติมสารที่ทำให้น้ำอ่อน สามารถชำระคราบไขมันออกจากพอลิเอสเตอร์และเส้นใยสังเคราะห์อื่นๆ ได้ดีเป็นพิเศษ
( 4 )  ผงซักฟอกประเภทแอมโฟเทอริก (amphiphilic detergents) มีสารลดแรงตึงผิวที่สามารถแตกตัวเป็นได้ทั้งไอออนบวกและไอออนลบ
ส่วนประกอบหลักของผงซักฟอก
( 1 ) บิลเดอร์ ฟอสเฟต (builder phosphate) ปริมาณ 30-50% เช่น เตตระโซเดียมฟอสเฟต (Tetrasodium pyrophosphate) สูตรเคมี Na4P2O7 โซเดียมไตรพอลิฟอสเฟต (Sodium tripolyphosphate) สูตรเคมี  Na5P3O10) ฯลฯ  สารนี้ช่วยรักษาสภาพน้ำให้เป็นเบส ช่วยกระจายน้ำมัน สิ่งสกปรกออกเป็นอนุภาคเล็กๆ จนสามารถแขวนลอยได้ในน้ำและปรับสภาพน้ำกระด้างให้กลายเป็นน้ำอ่อนหน้าที่ ทำให้น้ำมีสภาพเป็นเบส เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้ดี ฟอสเฟตจะรวมตัวกับไอออนของโลหะในน้ำกระด้างเป็นสารเชิงซ้อน ทำให้ไอออนของโลหะ ในน้ำกระด้างไม่สามารถขัดขวางการกำจัดสิ่งสกปรกของผงซักฟอกได้
( 2 ) สารลดแรงตึงผิว (surface-active agent หรือ surfactant) ปริมาณ 12-30% เป็นสารที่ใช้ชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้ ได้แก่ เกลือโซเดียมแอลคิลซัลโฟเนต (Sodium alkylsulfonate) สูตรเคมี  CH3(CH2)6SO3Na โซเดียมแอลคิลเบนซิลซัลโฟเนต (Sodium alkylbenzene sulfonate) สูตรเคมี R-C6H4-SO3Na ; R=C10~C13) ฯลฯ ทำให้วัสดุเปียกน้ำได้ง่าย ทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกมาเป็นอนุภาคเล็กๆ แล้วสารจะล้อมรอบสิ่งสกปรกเล็กๆ เอาไว้ในสารลดความตึงผิว
( 3 ) ซิลิเกต (silicates) ปริมาณ 5-10% เช่น โซเดียมซิลิเกต (Sodium silicate) สูตรเคมี  Na2SiO3)  ช่วยป้องกันสนิมของชิ้นส่วนอะลูมิเนียม เช่น กระดุม ซิป ฯลฯ และยึดสิ่งสกปรกเอาไว้ไม่ให้กลับไปจับพื้นผิว เพิ่มความสดใส ดูดแสงอุลตร้าไวโอเลตไว้ ทำให้เกิดการเรืองแสงสะท้อนเข้าตา ขาวสะอาด
( 4 ) สารเพิ่มฟอง (suds booster) เช่น โซเดียม ลอริล ซัลเฟต (Sodium lauryl sulfate) สูตรเคมี CH3(CH2)10CH2(OCH2CH2)nOSO3Na  เป็นสารที่จะช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้เกิดฟองกับน้ำได้ดีสำหรับผงซักฟอกซักด้วยมือ
( 5 ) โชเดียมคาบอกซีเมทิลเซลลูโลส (sodium carboxymethylcellulose) สูตรเคมี  [C6H7O2 (OH)x (OCH2COONa)y]n ปริมาณ 0.5-1% เป็นอีมัลซิไฟเออร์ (Emulsifiers) ป้องกันการเกิดตะกอน
( 6 ) อื่นๆ เช่น น้ำหอม สี สารฟอก สารช่วยการละลาย สารกันหมอง สารต้านอนุมูลอิสระ เอนไซม์ สารช่วยให้ผ้านุ่ม สารกันไฟฟ้าสถิตย์ ฯลฯ

รายละเอียดเพิ่มเติม >>>

ผลเสียที่เกิดจากการใช้ผงซักฟอกที่ทำให้เกิดมลภาวะของน้ำ
( 1 ) สารพวกฟอสเฟตเป็นปุ๋ยจากผงซักฟอกเมื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ จะทำให้พืชน้ำเจริญเติบโต รวดเร็ว ทำให้ขวางทางคมนาคมทางน้ำ ทำลายทัศนียภาพ ทำให้ออกซิเจนละลายน้ำไม่ได้ สิ่งมีชีวิตขาดออกซิเจนตายได้ และพืชน้ำเกิดมากอาจจะตาย ย่อยสลาย เน่า ทำให้น้ำเสีย 
( 2 ) ผงซักฟอกชนิด C ใน R แตกกิ่งก้านสาขาจุลินทรีย์ในน้ำสลายไม่ได้ ทำให้ตกค้างในน้ำ เมื่อ เข้าสู่ร่างกายของคนจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ 

ฟอสฟอรัสมีส่วนสำคัญต่อจุดเริ่มต้นของสายใยอาหาร (food webs) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญของผู้ผลิต คือ พืชต่างๆ นั่นเอง ช่วยให้สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืฃเจริญเติบโต เป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำหลายชนิด 


ตามธรรมชาติพบว่าการเพิ่มปริมาณฟอสฟอรัสลงสู่แหล่งน้ำมีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การดำรงชีวิตประจำวันและการเกษตร ในวัฏจักรของฟอสฟอรัสเกิดจากสัตว์กินพืชที่สะสมฟอสฟอรัสไว้ หลังจากสัตว์ตายลงเกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ปลดปล่อยฟอสฟอรัสในรูปสารประกอบละลายน้ำได้ออกสู่ดิน และพืชดูดนำไปใช้ในการเจริญต่อไป ปริมาณฟอสฟอรัสในดินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ชะล้างลงสู่แหล่งน้ำเนื่องจากหลังกระบวนการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์แล้วฟอสฟอรัสจะทำปฏิกิริยากับโลหะอื่นๆ กลายเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำยากหรือไม่ละลายน้อยมากตกตะกอนในแหล่งน้ำ ถ้าในแหล่งน้ำมีอนุมูลฟอสฟอรัสที่ละลายได้ในปริมาณมาก จะทำให้พืชน้ำ (aquatic plants) สาหร่าย (algae) และแพลงก์ตอนพืฃ (phytoplankton) ซึ่งเป็นผู้ผลิต (producer) ในห่วงโซ่อาหาร (food chains) เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (overdrive growth) เกิดขึ้นอย่างหนาแน่น (bumper crop) สูญเสียภาวะสมดุลของสิ่งมีชีวิตในน้ำ เรียกว่า "ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication ; Algae bloom)" ซึ่งมีสาเหตุมาจากสารประกอบไนโตรเจนร่วมด้วย สาเหตุเนื่องจากเมื่อปริมาณฟอสฟอรัสในรูปสารประกอบฟอสเฟตในน้ำมากกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และปริมาณไนโตรเจนในรูปสารประกอบไนเตรต (-NO3-) มากกว่า 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ฟอสฟอรัสและไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชน้ำ แพลงก์ตอนพืช และสาหร่าย ช่วงแรกๆ ดูเหมือนจะมีผลดีเนื่องจากมีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) ปลดปล่อยออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น สัตว์น้ำมีอาหารจากพืชน้ำ สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชที่มากขึ้น จึงแพร่ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนมากขึ้นด้วย แต่ในช่วงต่อๆ มาทำให้จำนวนสิ่งมีชีวิตในน้ำมีมากขึ้นในบริเวณแหล่งน้ำเดิม จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจเพื่อการดำรงชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้น้ำขาดออกซิเจน สิ่งมีชีวิตในน้ำตายมากขึ้น ดังนั้นน้ำจึงเน่าเสียมากขึ้น ทำนองเดียวกันถ้าแหล่งน้ำมีสัตว์เพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนของสาหร่ายและแพลงก์ตอนพืช ถ้าสาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชเพิ่มจำนวนมากขึ้นจะทำให้ต้องการออกซิเจนในการหายใจมากขึ้น แหล่งน้ำทึบแสงมากขึ้น แสงไม่เพียงพอต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชตายลง มีการย่อยสลายก่อให้เกิดน้ำเน่าเสียเช่นเดียวกัน ถ้าเกิดในทะเลหรือทะเลสาบจะมีลักษณะที่เรียกว่า "กระแสน้ำแดง (Red tide)" มองเห็นสีของน้ำเปลี่ยนไปจากปกติ ปรากฎการณ์นี้เคยเกิดในทะเลแถบชายฝั่งจังหวัดชลบุรีซึ่งรับน้ำมาจากปากแม่น้ำบางปะกงที่ทั้งสองฝั่งมีการทำเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ ที่อยู่อาศัย และโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก...


  ด้วยรักและห่วงใยจากเรา
Website: www.shopingsabai.lnwshop.com